แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระ รอบโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระ รอบโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

พม่า ขุดเจาะน้ำมัน ง่ายๆ Burma's oil rush: 'Nothing else in this country gives you money like this'



มาดูชาวบ้านพม่าขุดเจาะนํ้ามันขายให้รัฐบาลพม่า


ชาวนาพม่าขุดน้ำมันดิบเอง ด้วยเครื่องยนต์ยันม่า กับกว้านมือหมุน
กระทรวงไทยบอกต้นทุนสูง ขุดเจาะยาก ต้องฝรั่งเท่านั้นที่ทำได้

ตกลงพม่าทำคลิปมาหลอกเรา หรือคนไทยหลอกคนไทยด้วยกันเอง
ตามข่าวนี้บอกว่า ชาวนาพม่าขายน้ำมันดิบ บาร์เรลละ 10 เหรียญ หรือ ลิตรละ 2 บาทครับ

"independent drillers are pumping up up to 300 barrels of crude oil a day, worth ,000"


















ปล.ขณะที่พม่ากำลังตื่นตัวว่ามีน้ำมัน และทำอย่างจึงจะไม่เกิดการคอรัปชั่น แต่ของไทยกลับปฏิเสธเรื่องการมีพลังงาน พอจับได้ก็บอกมีน้อย (แต่ไม่บอกว่า ผู้ที่ใช้ทั้งก๊าซและน้ำมันเบาไปเยอะมากคือปิโตรเคมี) 

และยังมีความเชื่อมั่นว่า การจัดการพลังงานของชาติสะอาดบริสุทธิ์เป็นผ้าขาว ถึงจะเชื่ออย่างไรก็คงต้องตรวจสอบครับ เพราะทรัพยากรเป็นของคนทั้งชาติ และมูลค่าพลังงานที่ประเทศต้องจ่ายสูงถึง 5 ล้านล้านบาท(มากกว่างบประมาณแผ่นดิน 2 เท่า) ครับ


วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

ช้าง กับประเพณี และประวัติศาสตร์ศาสตร์ ชาติไทย





ประเทศไทยเป็นชาติหนึ่งที่มีประเพณีที่ถือปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลซึ่งในประเพณีเหล่านี้ก็เกิดจากความเชื่อความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยในประเพณี หรือ พระราชพิธีต่างๆ นี้ก็ได้มีการนำช้างเข้ามาประกอบพิธีเพื่อเป็นมิ่งมงคล
จิตรกรรมภาพวาดของไทยที่ปรากฏในทุกสถานที่ที่สำคัญของเมืองไทยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับศาสนาความเชื่อ ที่ผู้คนในแต่ละพื้นที่มี งานจิตรกรรมส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีการนับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่
ช้างที่มีชื่ออยู่ในวรรณคดีบาลี ช้างพาหนะของพระอินทร์ ผู้เป็นราชาแห่งเทพชั้นดาวดึงส์ คือ ช้างเอราวัณ เป็นช้างที่มีรูปร่างสูงใหญ่เหมือนภูเขา ผิวกายผ่องดูสดใส เป็นช้างที่มีพลังอำนาจมาก ช้างไอราวัณมีหน้าที่ เป็นช้างพาหนะของพระอินทร์ โดยมีหน้าที่หลายอย่าง เช่น การนำพระอินทร์ออกรบ การทำฝน
พระนางสิริมหามายาสุบิน นิมิตเห็นพระเศวตกุญชร ซึ่งเป็นช้างเผือกขาว , ช้างนาฬาคิรี เป็นช้างที่มีรูปสูงใหญ่ วิ่งเร็ว ดุร้าย เป็นช้างที่พระเทวทัตใช้เป็นเครื่องมือในการทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่เมื่อนาฬาคิรี มาเข้าใกล้พระพุทธเจ้า เพื่อทำร้าย แต่กลับกลายเป็นว่าพระพุทธเจ้าทรงแผ่เมตตา จนนาฬาคิรีสงบ
ช้างคิรีเมขล์ เป็นช้างสูงใหญ่ มีกำลังมากเป็นช้างพาหนะของพญามาร ที่แปลงกายเพื่อทำร้ายพระพุทธเจ้า , ช้างปาลิไลยกะ เป็นช้างที่รับใช้พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่หมู่บ้านปาลิไลยกะ

ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ ปกครองมานานหลายรัชสมัย ซึ่งในการปกครองแต่ละรัชสมัยนั้นก็ได้มีช้างเข้ามาเกี่ยวข้อง ในการปกครองตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งปัจจุบัน ช้างถือว่าเป็นสัตว์ที่ช่วยเสริมบารมีของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์
ตามความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงเสวยราชย์เป็นพระยาช้าง ที่มีบุญบารมีมากว่า 500 ชาติ จึงถือได้ว่าช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของคนไทยเลยก็ว่าได้
ในสมัยโบราณมีการใช้ช้างในการทำสงคราม ซึ่งถือว่าช้างนั้นเป็นกำลังสำคัญในการสู้ศึกเพื่อเอกราชของไทยเลยก็ว่าได้ การใช้ช้างในการทำสงครามนั้น พระเจ้าแผ่นดิน หรือแม่ทัพ ก็จะใช้อาวุธของ้าวต่อสู้กันบนหลังช้าง
ส่วนช้างที่ใช้ต่อสู้นั้นก็จะต่อสู้กับช้างของศัตรู ช้างผู้ใดที่มีกำลังมากและสามารถสู้งัดช้างของศัตรู ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะจะทำให้แม่ทัพนั้นสามารถใช้ของ้าวฟันคู่ต่อสู้ได้อย่างสะดวกและได้ชัยชนะ ซึ่งการรับชัยชนะนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของช้างและแม่ทัพด้วย
สมัยกรุงสุโขทัย พระเจ้ารามคำแหงมหาราชได้ชนช้างชนะขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ช้างเผือกตัวโปรดของพระเจ้ารามคำแหงมหาราชชื่อ รุจาครี ซึ่งช้างเผือกตัวนี้ทรงให้แต่งด้วยเครื่องคชาภรณ์ แล้วทรงนำราษฎรออกบำเพ็ญกุศลตามพระอาราม ในอรัญญิกเมื่อครั้งที่ทรงครองกรุงสุโขทัย
สมัยกรุงศรีอยุธยา มีช้างเผือกที่มีลักษณะพิเศษที่นำมาเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาลจำนวนมาก เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ได้รับช้างเผือกมาตัวหนึ่งซึ่งถือเป็นช้างเผือกแรกของกรุงศรีอยุธยา เลยก็ว่าได้ จนพระองค์ได้รับพระราชสมัญญาอีกพระนามหนึ่งว่า " พระเจ้าช้างเผือก"

ในสมัยพระมหาจักรพรรดิ ทรงใช้ช้างต่อสู้กับกองทัพของพม่าและได้เกิดตำนาน พระศรีสุริโยทัยขึ้น นอกจากนี้ยังมีการรบบนหลังช้างที่สำคัญกับคนไทยมากที่สุด ซึ่งถือเป็นการกู้เอกราชให้กับประเทศไทยเลยก็ว่าได้นั่นคือในสมัยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นการรบระหว่างพระองค์ กับพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี
โดยช้างที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ในการทำศึกครั้งนี้คือ เจ้าพระยาไชยานุภาพ และเมื่อได้รับชัยชนะก็ได้สมญานามว่า เจ้าพระยาปราบหงสา ส่วนช้างที่พระสมเด็จพระเอกาทศรถผู้น้องทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร
ในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อครั้งที่ประชาชนเกิดความแตกแยกข้าศึกเข้าโจมตี พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นกำลังรวบรวมชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นโดยทรงใช้ช้างในการรบด้วย โดยได้ช้างพังเผือก ได้เมื่อครั้งนำกองทัพกรุงไปล้อมเมืองฝาง เจ้าฝางหนีพาช้างไปด้วย กองทัพติดตามได้ลูกช้างนำมาถวาย
ประเพณีของไทยแต่เดิม ช้างเผือกเป็นช้างที่สำคัญในงานพระราชพิธี ซึ่งได้แก่ งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา และงานพระราชพิธี ฉัตรมงคล การนำช้างเผือก ขึ้นยืนที่แท่นเกยช้างด้านตะวันตกพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ ในพระบรมมหาราชวังเพื่อประกอบ เกียรติยศจะต้องแต่งเครื่องคชาภรณ์ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีช้างสำคัญดังนี้

- รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ช้าง 10 เชือก
- รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีช้าง 6 เชือก
- รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีช้างเผือกอยู่ 20 เชือก มีการปรากฏการนำช้างพระที่นั่งยืนแท่นในการรับแขกเมืองไว้
- รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีช้าง 15 เชือก
- รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีช้าง 19 เชือก เคย เสด็จไปในพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่เกี่ยวกับการขอความสมบูรณ์ให้กับต้นข้าวพืชพันธุ์ของประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ช้างที่นำมาใช้งานในพระราชพิธีเช่นนี้จะต้องมีการสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญก่อน
ช้างพลายมงคล เป็นช้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช้างที่พระเจ้าเชียงใหม่ ถวายเป็นบรรณาการแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีโสกันต์
แต่พระองค์ในเวลานั้นยังทรงพระเยาว์ พร้อมกับประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งจะทรงเลี้ยงช้างก็ไม่สะดวกนัก จึงประทานให้ เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ซึ่งเป็นพระอภิบาลเลี้ยงช้าง และคอยกราบทูลถวายรายงานที่เกี่ยวกับพลายมงคล
ช้างพลายมงคลมาอยู่ที่บ้านเจ้าพระยาเทเวศรฯ หรือที่เรียกกันว่าวังบ้านหม้อ ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางมีทางเดินขนาดใหญ่ พร้อมกันนี้ก็เป็นบ้านที่มีคนอยู่มากมาย พลายมงคลเมื่อมาอยู่บ้านนี้ก็รู้สึกครึกครื้นเป็นช้างชอบเล่น
และเป็นที่ชื่นชอบแก่เด็กๆ รวมทั้งลูกๆ หลานๆ ของเจ้าพระยาเทเวศรฯ ด้วย พลายมงคลเป็นช้างที่ฉลาดจึงทำให้เจ้าพระยาเทเวศรฯ รักประดุจลูก พลายมงคลมีคนดูแลชื่อว่า ตาภู่ ซึ่งบุคคลทั้งสองนี้จึงเปรียบเหมือนเป็นพ่อของพลายมงคลเลยก็ว่าได้
- รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ช้าง พระเศวตวชิรพาหะ
- รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ช้าง พระเศวตคชเดชน์ดิลก
ช้างเผือก เป็นคำเรียกช้าง ซึ่งมีผิวหนังเป็นสีชมพูแกมเทา อันเป็นสีที่ผิด แปลกไปจากสีของผิวหนังช้างธรรมดา (ปกติเป็นสีเทาแกมดำ) ดังนั้น คำว่าช้างเผือกตามความ หมายที่เราเข้าใจกันจึงอาจจะเป็นทั้งช้างซึ่งมีมงคลลักษณะครบหรือไม่ครบก็ได้
ทางราชการจึงได้กำหนดศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อช้างซึ่งมีลักษณะพิเศษขึ้นใหม่ ตามพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พุทธศักราช 2465 มาตรา 4 โดยระบุไว้ว่า "ช้างสำคัญ" ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะ 7 ประการ
คือ ตาขาว เพดานขาว เล็บขาว ขน ขาว พื้นหนังขาว (หรือสีคล้ายหม้อใหม่) ขนหางยาว อัณฑะโกศขาว (หรือสีคล้ายหม้อใหม่) ส่วน "ช้างสีประหลาด" ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดใน 7 อย่าง
"ช้างสำคัญ" ก็คือ ช้างเผือกที่มีลักษณะครบถ้วน สำหรับช้าง เผือกตามความหมายของคนทั่ว ๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่สังเกตจากลักษณะสีของผิวหนังนั้น อาจไม่ใช่ช้างสำคัญ หรือช้างเผือกที่มี ลักษณะครบถ้วนก็ได้
เพราะสีของช้างเป็นแต่เพียงมงคลลักษณะข้อ 1 ในจำนวนมงคลลักษณะ 7 ข้อ ซึ่งเข้าเกณฑ์ที่เรียกว่า "ช้างสีประหลาด" เท่านั้นความหมายคำว่า "ช้างเผือก" ของราชการ จึงต่างกับประชาชน
ลักษณะสำคัญของช้างเผือก
เป็นช้างพลายรูปงาม งาขวา - ซ้ายเรียวงาม กายสีดอกบัวแดง ขนตัวขุมละสองเส้น ขนโขมด สีน้ำผึ้งโปร่ง ขนบรรทัดหลังสีน้ำ ผึ้งโปร่งเจือแดง ขนหูสีขาว ขนหางสีน้ำผึ้งเจือแดงแก่ ตาขาวเจือเหลือง เพดานปากขาวเจือชมพู อัณฑะโกศขาวเจือชมพู เล็บขาว เจือเหลืองอ่อน หูและหางงามพร้อม เสียงเป็นศัพท์แตรงอน
- ในสมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช มีช้างเผือกมากถึง 10 เชือก คือ
- พระเศวตอดุลยเดชพาหน
- พระเศวตวรรัตนกรี
- พระเศวตสุรคชาธาร
- พระศรีเศวตศุภลักษณ์
- พระเศวตศุทธวิลาศ
- พระวิมลรัตนกิริณี
- พระศรีนรารัฐราชกิริณี
- พระเศวตภาสุรคเชนทร์
- พระเทพรัตนกิริณี
- พระบรมนขทัศ
เรียนรู้เรื่องช้าง คือ การเรียนรู้จารีตประเพณี ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ของบรรพบรุษของชนเผ่าไทย ที่ทำให้คนไทยทุกคน มีแผ่นดินได้อยู่อาศัย มาจนบัดนี้

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประโยชน์ของ กัญชา (marijuana good or bad)


ประโยชน์ของ กัญชา ที่หลายคนยังไม่รุ้ รักษาต้อหินไปยันมะเร็ง

แน่นอนว่าถ้าเราพูดถึงกัญชาขึ้นมาแล้ว หลายๆคนคงจะเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี มันเป็นสิ่งผิด มันไม่ถูกกฏหมายนะ …ซึ่งก็ถูกครับ ตามที่ผมได้เขียนมาตามข้างหน้านั้นเลย ไม่ดี เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมายจริงๆ แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่าในความไม่ดีของมันนั่นแหละมันมีประโยชน์ต่อตัวเรามากๆ มากในแบบที่เราคาดไม่ถึงเลยก็ว่าได้เลยแหละ ซึ่งข้อดีของมันนั้นมากมายไม่ว่าจะเป็น รักษาต้อหิน ช่วยให้อนหลับสบาย รักษาอัลไซเมอร์ ตลอดไปถึงมะเร็งเลยด้วยเราก็เลยขอนำเสนอ ประโยชน์ของกัญชา ที่หลายๆ คนยังไม่รุ้ ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้กันครับ แต่… ไม่ได้ผมจะเขิญชวนเพื่อนๆ ไปใช้กันชานะเออ จุดนี้ผมนำเสนอในทางการแพทย์ เผื่อว่าจะมีทีมงานทางแพทย์คนไหนเอาไปวิจัยต่อแล้วสกัดออกมาเป็นยาดี ที่ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยได้อย่างไม่มีผลข้างเคียงครับ

ใช้รักษาโรคต้อหินได้
กัญชา สามารถใช้ในการรักษาและป้องกันโรคต้อหินได้ ซึ่งกลไกของมันจะเข้าไปเพิ่มควมดันในลูกตา ลดการที่เกิดความเสียหายในประสาทตาซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สูญเสียการมองเห็น

ช่วยเพิ่มความจุปอดได้โดยไม่ทำลายเซลล์ปอด
อ้างอิงจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมการแพทย์อเมริกันในเดือนมกราคม 2012 กัญชาช่วยเพิ่มความจุปอดได้โดยไม่ทำลายเซลล์ปอดและยังช่วยให้ผลของสารก่อให้เกิดมะเร็งในยาสูบทำงานย้อนกลับ

กัญชาสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการชักเป็นโรคลมชัก
จากผลศึกษาในปี 2003 ได้ระบุเอาไว้ว่าการใช้กัญชาสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการชักเป็นโรคลมชักได้จริง เพราะสาร tetrahydrocannabinol ในกัญชา หรือที่เรียกกันว่า THC สามารถควบคุมสมองโดยการทำให้เซลล์สมองที่ควบคุมการเกิดลมชักสร้างอารมณ์ผ่อนคลาย



สารเคมีที่พบในกัญชาสามารถการแพร่กระจายของโรคมะเร็งได้
สาร CBD ในกัญชาสามารถสกัดมาเพื่อช่วงป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งได้จริง หลังจากทีมงานศูนย์การแพทย์วิจัยที่แคลิฟอร์เนียแปซิฟิกได้ออกมาเปิดเผย การวิจัยในปี 2007 ซึ่งสาร Cannabidiol (CBD) จะเข้าไปหยุดการกระจายของมะเร็งโดยหยุดยั้งยีนส์ที่ชือว่า Id-1 ลง

กัญชามีส่วนช่วยในการลดความวิตกกังวล
โดยผู้ใช้กัญชาในทางการแพทย์อ้างว่ากัญชามีส่วนช่วยในการลดควมเจ็บปวดและลดความคลื่นไส้ ซึ่งไปตรงกับผลการศึกษาของนักศึกษาแพทย์ของมหาวิทยลัยฮาวาร์ด (Harvard Medical School) ในปี 2010 ว่า กัญชาจะช่วยปรับอารมณ์ผู้ใช้ และลดความเครียด เหมือนเป็นยากล่อมประสาทในปริมาณต่ำนั่นเอง

กัญชาสามารถรักษาการลุกลามของโรคอัลไซเมอร์ได้
การศึกษาค้นพบว่าสาร THC ในกัญชา มีส่วนในการลดการลุกลามของอัลไซเมอร์ได้ โดยมันจะเข้าไปชะลอการทำงานของการเกิดโรคนี้่ด้วยการหยุดยั้งเอนไซม์ในสมองที่ก่อให้เกิดอาการความจำเสื่อมนั่นเอง

กัญชาสามารถลดอาการเจ็บปวดของร่างกายได้
จากการศึกษาของ Canadian Medical Association ได้ค้นพบว่า กัญชาอาจบรรเทาอาการเจ็บปวดของหลายเส้นโลหิตตีบได้ โดยสาร TCH ในกัญชาจะเข้าไปทำงานควบคุมเส้นประสาทเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและนอกจากนี้มันยังจะช่วยลดการกระตุกของกล้ามเนื้ออีกด้วย

กัญชาสามารถทำให้ผู้ใช้นอนหลับได้ง่าย
นอกจากจะทำหน้าที่ให้เรารู้สึกบรรเทาอาการปวดแล้วมันยังวามารถช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างเต็มที่ดีกด้วย จากผลการวิจัยใจปี 2011 ได้กล่าวอาไว้ซึ่งการทดลองดังกล่าวก็เป็นผลมากกับคนป่วย โดยผลออกมาว่าหลังจากที่ทางโรงพยาบาลให้ยา Sativex (ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของสาร cannabinoid) กับผู้ป่วย 2 อาทิตย์นอกจากผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดจากเผลที่ดีขึ้นแล้ว พวกเขายังนอนหลับได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

กัญชาทำให้คุณผอมลงและมีการเผาผลาญที่ดีขึ้น
จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารอเมริกันในปี 2013 ได้ชี้ให้เห็นว่าผุ้ที่ใช้กัญชาจะมีความผอมมากกว่าคนทั่วไปอีกทั้งยังมีระบบการเผาผลาญที่ดีและแข็งแรงกว่าคนทั่วไปซะอีก



กัญชาปกป้องสมองได้
วิจัยจากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม (University of Nottingham) แสดงให้เห็นว่ากัญชาอาจช่วยปกป้องสมองจากความเสียหายที่เกิดจากโรคหลอดเลือดสมองโดยการลดขนาดของพื้นที่รับผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมอง

แต่ถึงแม้ความสามารถของมันจะสามารถพัฒนาในทางการแพทย์ได้ แต่สำหรับไทยเราแล้ว กัญชา ถือเป็นสิ่งผิดกฏหมายนะครับ

โทษทางกฎหมาย จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
สรุปข้อหาและบทลงโทษ ดังนี้

ผลิต/นำเข้าหรือส่งออกจำหน่าย หรือครอบครองเพื่อจำหน่าย มีโทษ จำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปีและปรับตั้งแต่2 หมื่นบาท ถึง 1 แสน 5 หมื่นบาท
ครอบครอง มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หากเป็นพืชกระท่อม ต้องจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (กรณีมียาเสพติดให้โทษ ในประเภทที่ 5 ตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย)
เสพ มีโทษ จำคุกตั้งแต่ 1 ปีและปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหากเป็นพืชกระท่อมต้องจำคุกไม่เกิน 1เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 พันบาท