แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามโบราณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามโบราณ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สงครามต่อต้านมองโกลของชนเผ่าไท

ในช่วงพุทธศตรววษที่ 18 กองทัพมองโกลอันเกรียงไกล ได้ยึดแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ได้เกือบหมด ก็ได้ตั้งราชวงของเผ่ามองโกลตัวเองขึ้นในแผ่นดินจีน ชื่อว่า ราชวงค์หยวน ทหารมองโกล เก่งด้านการรบบนหลังม้าและใช้ธนูได้คร่องแคล่ว สามารถขี่ม้าไปด้วยและยิงไปด้วยและไวกว่าชนชาติอื่น ธนูก็เป็นธนูขนาดพอเหมาะมีเทคโนโลยีในการสร้างที่สามารถยิงทะลุชุดเกราะและสังหารศัตรูได้ภายในดอกเดียว

 ปัจจัยที่ทำให้อาณาจักรมองโกลต้องการที่จะยึด ดินแดนทางตอนล่าง เพื่อที่จะต้องการของสำคัญหลายๆ เช่น เส้นทางการค้าออกทะเล ซึ่งมีอยู่ที่อาณาจักรพุกาม(พม่าในปัจจุบัน) และเมืองเชียงรุ้ง เป็นเมืองเกิดของพระมารดาของพญามังรายและก็เป็นเครือญาติของท่าน ซึ่งเป็นรัฐในหุบเขาอยู่ตอนในมีป่าของป่าที่สำคัญมากมาย เช่น สัตว์ป่า งาช้าง นอแรด ไม้หอม ครั่ง ชัน เป็นต้น

 ก่อนการจะโจมตีทางมองโกลจะส่งทูตมา ว่าจะยอมเป็นเมืองขึ้นและส่งบรรณาการ หรือไม่ถ้าไม่ส่งก็จะทำการโจมตีและเมื่อโจมตี มองโกลจะทำการ เผาทำลายและฆ่าล้างเมืองจนหมดสิ้นไป คุณสมบัติของทหารมองโกล มีความเป็นนักรบสูงเพราะทำสงครามระหว่างเผ่าอยู่เสมอ มีความสามารถในการขี่ม้าสูง เพราะเป็นเผ่าเร่ร่อนและเลี้ยงสัตว์ มีความสามารถในการใช้อาวุธเป็นอย่างดีโดยเฉพาะธนู สามารถกินอยู่หลับนอนบนหลังม้าได้แม้ขณะที่สวมชุดเกราะ 

การบุกลงใต้ เริ่มต้นจาก ตีเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ เช่น อาณาจักรน่านเจ้่า น่านเจ้านี้ถ้าแฟนหนังจีนคงจะได้ยินชื่อมาบ้าง ก็คือ อาณาจักรต้่าลี่ นั้นเอง อาณาจักรน่านเจ้ามีอาณาเขตกว้างขวาง ตั้งแต่มณฑลยูนาน ไปจนถึงแคว้นสิบสองปันนา ทิศเหนือจดมณฑลเสฉวน ทิศใต้จดพม่า ญวน ทิศตะวันออกจดไกวเจา กวางสี ตังเกี๊ย ทิศตะวันตกจดพม่า ธิเบต

 เมื่อน่านเจ้าแตกก็ตีเมือง เชียงรุ้ง ซึ่งเมืองเชียงรุ้งนี้เป็นเมืองพระมารดาของพญามังรายซึ่งมีญาติพี่น้องอยู่ด้วย แตกยับเยินคนที่หนีทันก็รอดคนที่หนีไม่มันก็ตายเรียบและจุดไฟเผาเมือง ต่อมาก็ตี อาณาจักรพุกาม ก่อนที่จะบุกพุกามนั้น ทางมองโกลได้ส่งทูตมาเจรจาให้ยอมแพ้และเป็นเมืองขึ้น แต่ก็ไม่ยอมด้วยความคิดว่า อาณาจักรพุกามของตนนั้นก็ยิ่งใหญ่เหมือนกันจากตำนานบอกว่าการศึกครั้งนี้ทางพุกามมีช้างศึกถึง 2พัน เชือกและทหารม้าอีกมากมาย(หลักฐานที่มีให้เห็นความยิ่งใหญ่อยู่ก็คือ ทุ่งเจดีย์หมื่นองค์ ลองหาในกูเกิ้ลดู)จึงเปิดสงครามสู้กันทหารอาณาจักรพุกามไม่สามารถต้านทานทหารมองโกลจำนวนมหาศาลได้ แตกถอยร่น เสียเมืองหน้าด่านเกือบหมดสิ้น ทหารมองโกลปล้นสะดม และเผาทิ้งบ้านเรือนเสียสิ้นมิให้เหลือ ใครหนีไม่ทันจะถูกฆ่าอย่างทารุณ ทางราชวงศ์พุกามเมื่อถูกจับได้ก็ถูกประหารจนหมดสิ้น ชาวบ้านบางส่วนก็ยอมจำนนตกเป็นเชลย แต่ยังเหลือเมืองพุกามทางด้านใต้ไว้ ณ ที่นี้ ได้มีกองทัพหนุนมาจาก ล้านนา(ชาวมองโกลเรียกเมืองลานนาว่า ปาไป๋ซีฟู่ หรือแปลว่า เมืองแปดร้อยเมีย คือกษัตริย์มีนางสนม อยู่ แปดร้อยองค์ ) พะเยา สุโขทัย เริ่มช่วยกันเข้ามาต้านไว้ โดยมีกองทัพของ ล้านนาประมาณ 1แสนคน ของสุโขทัยประมาณ 5หมื่นคนพร้อมทั้งกองทัพม้ากองทัพช้าง และทางพะเยาอีกจำนวนหนึ่ง(ผมยังไม่มีข้อมูลนะครับว่าซักเท่าไร)การมาช่วยครั้งนี้ ผลัดกันรุกกันรับนานถึง6เดือนสุดท้ายทางมองโกลก็ไม่บุกต่อ 

ทหารที่มานั้นจากบ้านมานานทำให้คิดถึงบ้านเมืองของตนและไม่คุ้นเคยสภาพอากาศที่ร้อน ชื้น ป่าดงดิบ โรคระบาด และสูญเสียทหารไปมากเหมือนกัน ประกอบกับเป็นช่วงหน้าฝน เลยไม่ตีลงมาต่อ ส่วนทางล้านนากับพันธมิตรก็ไม่สามารถที่จะช่วยพุกามตีชิงเมืองคืนและขับไล่ไปได้แน่จึงได้ลาเจ้าเมืองพุกามและถอนกองทัพล้านนากับพันธมิตรกลับเมืองการยกทัพกลับมาครั้งนี้ ทางล้านนาและพันธมิตรสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมากเหลือกลับมาไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เมื่อพญามังรายมาถึงเมืองเชียงใหม่ ก็ได้รับการต้อนรับจากชาวเมือง โดยชาวเมืองทั้งหลายนี้มีทั้ง อารมณ์ที่ดีใจเพราะได้เห้นหน้าคนในครอบครัวของตนและบางส่วนก็เศร้าโศกเสียใจกับการเสียชีวิตในสงครามของเหล่าญาติพี่น้องของตัวเอง ส่วนทางพญามังรายก็มีการตกรางวัลจากการทำศึกให้เป็นขวัญและกำลังใจแก่กองทัพของตน พวกที่รอดชีวิตก็ได้ไปส่วนผู้ที่เสียชีวิตในสงครามก็ตกเป็นของลูกเมียญาติพี่น้อง แทน และด้วยสงครามครั้งใหญ่ครั้งนี้ ทำให้พญามังรายไม่ทำศึึกสงครามอีกเลยจนสิ้นราชกาลของพระองค์ เนื่องด้วยภาพที่โหดร้ายของสงครามคนตายกองทับถมสูงอย่างภูเขาตายเกลี่ยนกราดทั้วทั้งบริเวน ในป่า ในแม่น้ำ นกแร้ง นกกา หนอน สุนัข มากันแทะซากศพ จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในสงครามในที่สุด

หลังจากยุคนี้หลังจากสิ้่นพญามังรายได้ไม่นานทางล้านนา ก็ได้ส่งบรรานาการให้กับทางมองโกล เพื่อเป็นการตัดปัญหาเรื่องการถูกรุกรานจากทางจีน เมื่อไม่ถูกรุกรานจากทางจีนก็ทำให้การเมือง การทหารมีความเข็มแข็งขึ้นเป็นลำดับ และได้เริ่มทำการขยายดินแดนของตนเอง จนเป้น อาณาจักรล้านนาที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

ข้อคิดจากแอดมิน
ผมอยากจะฝากพี่น้องที่ชอบเรื่องสงครามทั้งหลายว่า เรื่องราวการทำสงครามในประวัติศาสตร์นี้มีมากมาย สร้างความเกลียดชังและบาดหมางให้กับคนหลายชนชาติมานักต่อนัก ส่วนเราคนในยุคปัจจุบัน เราศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อเรียนรู้เพื่อเข้าใจและไม่กระทำความผิดพลาดเหมือนอย่างที่คนในอดีตเคยกระทำมา ส่วนพวกที่เอาประวัติศาสร์มาอ้างเพื่อโจมตีหรือหาเรื่องผู้อื่นหรือเพื่อประโยชของตนเองบุคคลผู้นัั้นเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายมากที่สุดครับ !!!



สงครามระหว่าง ชนเผ่าไทยและมองโกล

รู้หรือไม่ว่า ชนเผ่าไท ของเรานั้นเคยทำสงครามต่อต้านมองโกล ของกุบไลข่านผู้ที่มีแผ่นดินกว้างใหญ่ตั้งแต่เอเชียจรดยุโรปตะวันออกมาก่อนมาก่อน

แต่ก่อนจะเล่าเรื่องสงครามกับมองโกลนั้นจะเล่าถึงความเป็นมาของ อาณาจักร ชนเผ่าไท ก่อนที่จะทำสัญญาต่อต้านมองโกล นะครับ แต่เริ่มเดิมทีนั้น เมืองนครรัฐของชนเผ่าไทย ที่ปัจจุบัน ก็คือภาคเหนือของประเทศไทยนั้น มีอยู่ 3 นครรัฐ เรื่องที่นำมาเล่าผมก็ฟังจากอาจาร์ยที่สอนแล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติมมาอีกนิดหน่อย ส่วนเรื่องบันทึกวิชาการนั้น ผมลืมไปหมดละว่าชื่ออะไรบ้าง 555 แต่เท่าที่จำได้ก็คง จะเป็น ชิินกาลมาลีปกรณ์ ละ 3 นครรัฐนี้ ภายหลังได้กลายเป็น อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ 2 อาณาจักร และ ถูกกลืนกินภายหลังไป  หนึ่งอาณาจักรทั้งหมดนี้มีชื่อว่า
1.อาณาจักรล้านนา
2.อาณาจักรสุโขทัย 

3.อาณาจักรพะเยา

แต่เริ่มเดิมทีนั้น เมืองล้านนาของพญามังรายนั้นไม่ได้เป็นพันธมิตรกับทางพะเยาของพญางำเมืองและสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหง

ความสัมพันธ์ระหว่าง พะเยากับสุโขทัย เมื่อสมัยก่อนนั้น กษัตริย์ เมืองต่างๆมักจะนิยม ส่งโอรสของตนเองไปเรียนหนังสือ ที่เมืองใหญ่ ที่เจริญกว่าของพวกตนเพื่อไปศึกษาวิทยาการต่างๆ โดยได้ส่งไปที่ อาณาจักรทวารวดี และ พญางำเมือง และ พ่อขุนรามคำแหงก็ได้ไปเรียนที่สำนักเรียนเดียวกันทำให้ได้รู้จักและสนิทสนมรักใครกัน เมื่อได้ศึกษา วิชาต่างๆจนแล้วเสร็จ เช่น การปกครอง การสงคราม การศาสนา จนแล้วเสร็จ ก็ได้กลับไปยังเมืองของตน แต่ทั้งคู่ก็มักจะติดต่อและไปเยี่ยมเยียนหากันตลอด และเมื่อทั้งคู่ได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์ก็ยังไปหากันอย่างสม่ำเสมอ

ตัดไปฝั่งล้านนาของพญามังรายกับความสัมพันธ์ของพะเยาของพญางำเมือง พญามังรายเมื่อได้สร้างเมืองฝางแล้วมีความมั่นคงพอสมควรทหารและความเข้มแข็งของกองทัพมีมาก ก็เริ่มอยากจะขยายอาญาจักรเพิ่ม และเมืองที่ต้องตาต้องใจก็คือเมืองพะเยาของพญางำเมือง ก็ ได้ยกกองทัพไปเพื่อจะบุกโจมตียึดมาเป็นของตนเอง และการยกไปครั้งนั้นไม่ได้มีการสืบข่้าวและส่งใส่ศึกข่าวกรองเข้าไป ล่วงหน้า อยากยกไปก็ไปเลย แต่เมื่อไปถึงเมืองพะเยาแล้ว เห็นความเจริญของพะเยา และเมืองพะเยาก็เป็นพันธมิตรต่อสุโขทัย และสุโขทัยก็ยกทัพมาช่วยแน่(เมืองของพญามังรายในขณะนั้นเป็นเมืองในหุบเขาและไม่มีศิลปะวิทยาการและความเจริญเทียบเท่ากับทางพะเยาและสุโขทัย)

เมื่อยกไปถึงแล้ว ก็ไม่กล้าที่จะบุกไปโจมตี เพราะถ้าไปบุกก็คงเสียกำลังพลเปล่าๆและถูกพะเยาตีตลบหลังทำให้พ่ายแพ้เป็นแน่แท้เพราะทางพะเยาก็พร้อมที่จะสู้และยกทัพออกมาดูเชิงกันแล้ว แต่ครั้นจะยกทัพกลับก็กลัวจะเสียหน้า เลยได้ออกอุบายให้เหล่าเสนาทั้งหลายจัดของเพื่อไปเป็นบรรณาการแก่ญางำเมือง เช่น ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ผ้าไหม ของป่า เป็นต้น และได้พูดคุยกันว่า ที่มานี้ไม่ได้ต้องการที่จะมาโจมตีหรือยึดเมือง แต่ต้องการที่จะมาเจริญสัมพันธไมตรีด้วย แต่ที่ยกพลมามากเพราะเกรงกลัวอันตรายระหว่างทางไม่ว่าจะเป็นพวกโจรป่า หรือสัตว์ป่าดุร้าย (เอากับเขาสิ เอ้า) และทั้ง 2 อาณาจักรก็เป็นพันธมิตรต่อกันแต่ทางล้านนากับสุโขทัยยังไม่ได้เป็นพันธมิตรต่อกัน

ตัดไปที่ความสัมพันธ์ของพะเยากับสุโขทัยต่อ

เมื่อพ่อขุนรามคำแหงไปเที่ยวหาพญางำเมืองบ่อยเข้าก็เกิดเรื่องงานเข้าจนได้ กล่าวคือ การต้อนรับที่ถือว่าให้เกียรติที่สุดของเจ้าบ้านต่อผู้มาเยือนคือ การให้ภรรยาตนปฎิบัติแก่ผู้มาเยือน เช่นการล้างเท้าให้่ก่อนเข้าบ้าน การทำอาหารให้กิน เมื่อมาบ่อยเข้าก็คงอาจจะทำให้ใจฟุ้งซ่านได้บ้างเป็นธรรมดา(คนเหนือก็อย่างที่รู้ๆกันขาวโอโม่ใครรึจะทนไหว 555)แต่ตำนานพื้นเมืองเล่าว่า พยางำเมืองได้ตำหนิมเหสีว่า ทำกับข้าวไม่อร่อยและล้มโต๊ะและตำหนิต่อหน้าพ่อขุนรามคำแหงด้วยความอับอาย และ ด้วยความเป็นขัติยะทิฐิ ก็เลยเอาคือ เอาคืนด้วยการ แอบ ไปเล่นชู้กับ พ่อขุนรามคำแหงเพื่อให้เกิดความอับอายแก่พญางำเมือง(ที่เหลือคิดเอาเองเน้อ 55) แล้วเรื่องนี้ก็เข้าถึงหูพญางำเมืองจนได้และได้จับกุมพ่อขุนรามคำแหง จนเกิดเรื่องบาดหมางใจขึ้นมาระหว่าง พญางำเมืองกับพ่อขุนรามคำแหง ครั้นจะให้พ่อขุนรามคำแหง กราบขอโทษมันก็ไม่เหมาะสม ครั้นจะปล่อยให้เรื่องเลยตามเลย หญางำเมืองก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนถ้าทำไม่ดีทั้งสองอาณาจักรนี้ต้องรบกันแน่ จึงหาทางออกด้วยการไปเชิญพญามังรายบุคลมาตัดสินปัญหาเพราะต้องให้บุคลลที่มีฐานะเท่าเทียมกันเป็นอย่างน้อยถึงจะเหมาะสมและชอบธรรม

ตัดมาทางพญามังราย 

เมื่ออยู่ๆ มาให้ตัดสินปัญหาแบบนี้ก็งานเข้า จะฟันธงว่าทางไหนผิดก็ไม่ได้ มีแต่เสียกับเสียแต่ได้มาตัดสินก็เลยต้องจำใจมา แต่การมาตัดสินครั้งนี้หญามังราย ค่อยๆเดินทางมา กินเวลาไปหลายวัน เพราะไม่รู้จะตัดสินยังไงเลยค่อยๆใช้ความคิดไปด้วย จากตำนานบอกว่า ใช้เวลาเดินทางจากฝางไปพะเยาใช้เวลาถึง 2 เดือน เมื่อถึงเมืองพะเยา ก็ได้ตัดสินว่า พ่อขุนรามเป็นฝ่ายผิด ที่ไปล่วงมเหสีของพญางำเมืองและให้ข้อคิดว่า เมียก็เหมือนดังสิ่งของ หาใหม่ก็ได้แต่ความเป็นเพื่อนมันยังอีกยาวและยังต้องพึ่งพากันอีก เลยให้พ่อขุนรามจัดของมาขอขมาพญางำเมือง เช่้น ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ของมีค่าต่างๆ ครั้นจะให้เข้าไปถึงในเมืองเลยก็จะเป็นการเสื่อมเสียเพราะเหมือนกับการไปถวายบรรณาการเป็นเมืองขึ้น เลยให้ พญางำเมือง ออกมารับของขอขมา ที่นอกเมือง ต่างคนต่างเข้าใจ และ พญามังรายก็ได้ความดีัความชอบไปเต็มๆ จากการเป็นผู้ตัดสินความที่มีทางออกดีเยี่ยม แล้วเหตุการนี้ก็ทำให้กษัตริย์ทั้ง 3 ได้รู้จักกันและได้สาบานเป็นเพื่อนรักกันที่ ริมฝั่งแม่น้ำ ตามตำนานแม่น้ำนี้ก็มีชื่อว่า แม่น้ำอิง เพราะว่ากษัตริย์ทั้งสามได้หันหลังอิงกัน

เกริ่นนำถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กษัตริย์เผ่าไท ทั้ง 3 แล้ว พรุ่งนี้ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจะมาเล่า เรื่องสงครามต่อต้านการรุกรานของ กองทัำพทองโกลอันเกรียงไกลของ กุ๊บไลข่าน
ไปนอนก่อนละครับ โม้ซะยืดยาว พิมพ์ผิดบ้างถูกบ้างรึว่าตกหล่นอย่างไรขอ สมมาอภัยไว้ด้วยนะครับ 


ศึกพญามังรายก่อนจะเป้นล้านนากับพญายีบาของหริภุญชัย


กลศึกตั้งแต่โบราณ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ การศึกนั้นบกบอกถึงการแพ้ชนะก็คือ 1.เรื่องข่าวกรอง 2.เรื่องใส้ศึก อย่างส่งครามระหว่าง แค้วนนครรัฐ อย่าง นครรัฐหริภุญชัย กับ นครรัฐอย่าง เมืองฝาง เมืองฝางนี้เป็นเมืองที่ พญามังราย ได้สร้างก่อนที่จะสร้างเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงใหม่ก็กลายเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา

เนื่องด้วยเมืองหริภุญชัย นั้น เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่เจริญไปด้วย อารายะธรรม เศรฐกิจ การเมือง การปกครอง การศาสนา ที่ดีเยียม รัฐหนึ่ง โดยเฉพาะระบบเศรฐกิจ เป็นเมืองที่ตั้งตนเป็นศูนย์กลางทางการค้าระหว่าง รัฐในหุบเขากับรัฐที่มีทางออกทะเล และก็เก็บส่วยเป็นรายได้ ซึ่งระบบทั้งหมดนั้นได้รับอิทธิพลการจัดการมาจาก อาณาจักรทวารวดี 

ส่วนทาง เมืองฝาง ซึ่งมีพญามังรายนั้น เป็นเมืองรัฐที่หางไกล ไม่มีระบบการเมืองการปกครองและศาสนาที่ดีเทียบเท่ากับทางหริภุญชัย และเมื่ออยากได้ความเจริญมาเป็นของตนเองนั้น วิธีีการที่ง่ายที่สุดก็คือ การยึดมาเป็นของตนเองซะ โดยแรกเริ่มนั้น ด้านพระยามังรายได้สอบถามและหาข้อมูลข่าวกรองจากพวกพ่อค้าที่ค้าขายสินค้า ระหว่างรัฐ แล้วได้ความว่า "เมื่อนั้น ชาวพ่อค้าเมืองหริภุญไชย (ลำพูน) ไปค้าขายเถิงเมืองฝางหลายนัก" เจ้ามังรายจึงหาพ่อค้ามาถามดูว่า เมืองหริภุญไชยที่สูอยู่สมริทธีเป็นประการใด พ่อค้าทั้งหลายไหว้ว่า สมริทธีด้วยข้าวของมากนัก พ่อค้าทางบกทางน้ำเทียวมาค้า เมืองโยธิยาก็มา ชาวเมืองก็สมริทธี(หมายความว่า มั่งคั่งร่ำรวย มั่นคง)ดีมาก พญาถามซ้ำว่า "พญาเจ้าเมืองสูยังสมริทธีด้วยรี้พลช้างม้าข้าคนสรีสมบัติบ้านเมืองหรือ" พ่อค้าทั้งหลายไหว้ว่า พญาเจ้า ในเมืองตูข้าโพ้นสมริทธีด้วยช้างม้าข้าคนมากนัก ทรัพย์สมบัติมากหลาย "

 อันนี้คือข่าวกรองเบื้องต้น เมื่อได้ขอมูลแล้วก็ได้ปรึกษาเสนา ทั้งหลาย โดนเฉพาะ เสนาที่ชื่อ อ้ายฟ้า และ อ้ายห้าคนนี้ได้ออกความเห็นว่า การที่จะตีเมืองหริภุญชัยนั้นยากนักแต่ก็มีวิธีอยู่ คือ ส่งตนเข้าไปเป็นไส้ศึก และออกอุบายว่า อ้ายฟ้านั้น ทำผิดร้ายแรง ถึงขั้น ถูกเฆี่ยนตีริบบ้านเรือนลูกเมียแล้วเนรเทศออกจากเมือง และ อ้ายฟ้านั้นก็ หนีไปอยู่เมืองหริภุญชัยซึ่งในขณะนั้นมีกษัตริย์ปกครองชื่อว่า "พญายีบา" ด้วยความเฉลียวฉลาดของ อ้ายฟ้าก็ไปเข้าตาของพญายีบา จึงให้เข้ารับราชการในอาณาจักรแล้วก็ขยับตำแหน่งสูงขึ้นเป็นถึงเสนาใหญ่ 

เมื่อได้เป็นใหญ่และได้รับความไว้วางใจระดับสูงหนึ่งก็เริ่ม ทำแผนใส้ศึกด้วยการ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งและสร้างความแตกแยกให้กำเหล่าเสนาของพญายีบา แล้วปรนเปรอความสุขให้พญายีบาด้วย สิ่งเริงรมญ์ต่าง ๆ จนพญายีบาไม่ได้ออกมาว่าราชการและให้ อ้ายฟ้าเป็นผู้ดูแล เมื่อมีงานต่าง ๆ อ้ายฟ้าก็จัดการ เช่นการสร้าง กำแพงเมือง การขุดแม่น้ำ ลำคลองทางส่งน้ำ ไปตัดไม้ มีงานหนักและ เกณฑ์ชาวบ้านไปทำตลอดทั้งปี โดยไม่มีเวลาว่างเว้นไปทำไร่ทำนาหากิน โดยอ้างพญายีบาเป็นคนสั่งตลอด โดยเฉพาะการตัดไม้ เวลาตัดไม้แล้วใช้ช้างลาก โดยปกติต้องลากเป็นแนวตรงแต่ก็ได้ลากเป็นแนวขวางและตัดผ่านทุ่งนาทำกินของชาวบ้านสร้างความเดือดร้อน และเกลียดชังของชาวบ้านที่มีต่อพญายีบา และได้ปล่อยข่าวถึงความไม่ดีของพญายีบา และเริ่มปล่อยข่าวถึง พญามังรายว่า เป็น คนดี สร้างภาพในแง่บวก ให้ดับชาวบ้าน 

เมื่อเหตุการถึงขีดสุด อ้ายฟ้าก็ส่งคนไปแจ้งข่าวให้กับพญามังราย ยกพลเข้ามาบุกปล้นชิงเมืองหริภุญชัย และอ้ายฟ้าจะเปิดประตูเมืองรับ และเมื่องพญามังรายยกทัพมาถึง ก็เกิดการสู้รบกัน แต่ทางฝ่ายหริภุญชัย นั้นได้เสียรู้ไปแล้ว เช่นเรื่องความแตกแยกของเหล่าเสนา ทำให้ไม่มีคนออกไปปกป้องบ้านเมืองและชาวบ้านก็เกลียดพญายีบาเพราะสร้างความเดือดร้อนให้และยินดีที่จะอยู่ใต้การปกครองของพญามังรายแทน และในเวลาอีกไม่นาน นครรัฐ หริภุญชัยทั้งหมดก็ตกเป็นของพญามังรายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาในที่สุด 

พิมพ์ผิดๆถูกๆบ้างอย่าได้ว่ากันเลยนะครับกับสงครามโบราณ