วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557
เจ้าหญิงฝรั่ง แห่งรัฐฉาน (ไทยใหญ่)
ขอนำเรื่องราวชีวิตของแหม่มฝรั่งตาน้ำข้าวที่ดุจเทพนิยายมาเล่าสู่กันฟัง จากคนธรรมดากลายเป็นมหาเทวีของผู้ครองนครที่มั่งคั่งไปด้วยลาภยศเงินทองและสุดท้ายก็หายสิ้นไปทุกสิ่งอย่างกลายเป็นคนธรรมดาดังเดิม
เมื่อก่อนตอนรัฐฉานของพม่ายังตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ ได้มีเจ้าฟ้าแห่งเมืองสีป้อมีพระนามว่าเจ้าจ่าแสงได้ไปศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและได้พบรักกับสาวสามัญชนชาวออสเตรียที่ไปศึกษาวิชาการพยาบาลที่มีชื่อว่า อิงเง เซอร์เจน ทั้งคู่ได้พบรักกันและได้แต่งงานกันที่แผ่นดินอเมริกา แต่เจ้าฟ้าจ่าแสงก็ไม่ได้บอกถึงฐานะที่แท้จริงของตัวเองให้กับแหม่มอิงแงได้ทราบ
เมื่อศึกษาจบ เจ้าฟ้าจ่าแสงกับแหม่มอิงแง ก็ได้เดินทางกลับไปยังแผ่นดินเกิดของเจ้าฟ้าจ่าแสง เมื่อเดินทางถึงพม่า ก็มีผู้คนจากเมืองสีป้อแห่งรัฐฉานมารอต้อนรับอย่างคับคั่ง จึงสร้างความแปลกใจให้กับแหม่มตาน้ำข้าว ว่า กลุ่มคนพวกนี้มารอตอนรับใคร และคนผู้นั้นคงจะเป็นผู้ที่มีความสำคัญเป็นแน่แท้ คนถึงได้ออกมารอคอยมากขนาดนั้น โดยที่หารู้ไม่ว่าคนที่เขามาคอยต้อนรับนั้นคือสามีของตนเอง ฝ่ายเจ้าฟ้าจ่าแสงก็ได้เฉลยว่าบุคคลผู้นั้นก็คือตนเองและได้เฉลยว่า ตนเองนั้นเป็นเจ้าฟ้าปกครองเมืองสีป้อแห่งรัฐฉานนั่นเอง เมื่อแหม่มฝรั่งได้ทราบความจริงก็ตกใจและงอนไปด้วยว่าทำไมถึงไม่ได้บอกให้ตนเองรู้บ้าง
ตามที่อาจาร์ยผมเล่าให้ฟังเหตุผลที่งอนไม่ได้งอนพราะไม่บอกความจริงและปิดบังความลับว่าเป็นเจ้าฟ้า นะ แต่เขางอนว่าเป็นเจ้าฟ้าแล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก จะได้แต่งตัวให้งามเลิศสมกับฐานะของภรรยาของเจ้าฟ้าปกครองเมืองและจะได้ไม่อายเขา เมื่อกลับไปถึงเมืองสีป้อ แหม่มฝรั่งอิงแงก็ได้รับการสถาปนาเป็น มหาเทวีแห่งสีป้อพระนามว่า "ทุซานดี้"
เมืองสีป้อนี้เป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลรัฐฉานพอสมควร และไม่เจริญเทียบเท่า แต่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรณ์แร่ เช่น ทองคำ พลอย
เมื่อได้เป็นมหาเทวีแล้วชีวิตก็ราวกับฝันมีข้าทาสบริวารล้อมรอบชีวิตเป็นสุขและได้ให้กำเนิด ราชธิดา 2 พระองค์ แต่ก็ไม่ได้ทิ้งเรื่องการช่วยเหลือประชาชน เจ้าฟ้าจ่าแสงก็ได้พัฒนาบ้านเมืองทางด้านต่าง ๆ เช่นการศึกษา การปกครอง ระบบเศรษฐกิจ ส่วนมหาเทวีทุซานดี้ ก็ได้ช่วยพัฒนาด้านสุขอนามัย การแพทย์ การพยาบาล ของชาวเมือง แต่ความสุขของชีวิตคนเรามันมักจะไม่สมบูรณ์แบบ ไปทั้งหมด เมื่อ ประเทศอังกฤษได้ยอมปลดปล่อยพม่าเป็นอิสระ และชนกลุ่มต่าง ๆ ได้ทำสนธิสัญญาปางโหลง ว่าด้วยรัฐต่าง ๆ ของพม่านั้นยอมอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลา 10 ปี เมื่อหลังจากครบสัญญาแล้วก็แยกตัวเป็นอิสระต่ิอกันได้
แต่เมื่อ ปี ค.ศ.1962 หรือ ปี พ.ศ.2505 ระบบที่ปกครองด้วยเจ้าฟ้าของเมืองต่าง ๆ ในรัฐไทใหญ่ก็มีอันต้องล่มสลายไป เมื่อนายพลเนวิน ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจและตั้งตั้งเป็นรัฐบาลทหารและฉีกสัญญาไม่ยอมให้รัฐต่าง ๆ แยกตัวเป็นอิสระ ทางด้านเจ้าฟ้าเมืองต่างๆ ถูกรัฐบาลเนวินกำจัดเพราะไม่ต้องการให้รัฐฉานแยกไป ปกครองตัวเองตามที่ได้สัญญาไว้ และได้จับเจ้าฟ้าเมืองต่าง ๆ ของรัฐฉานรวมทั้งเจ้าฟ้าจ่าแสงใว้ด้วยและก็ได้หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งคาดว่าน่าจะโดนสำเร็จโทษไปหมดนั่นและ ส่วนทางราชเทวีทุซานดีกับพระราชธิดาก็ถูกคุมขังอยู่ในหอหลวงของเมืองสีป้อ ก่อนจะถูกผลักดันออกจากประเทศพม่าโดยทรัพย์สินทั้งหมดในราชวังนั้นได้ถูกทางการพม่ายึดไปหมดเหลือติดตัวเพียงแค่ไม่กี่ชิ้น เช่น แหวนที่ได้พระราชทานจากเจ้าจ่าแสง และนั้นคือชีวิตที่เหมือนฝันของ มหาเทวีทุซาดี้ หรือ อิงเง เซอร์เจน ผู้ที่เคยเป็นมหาเทวีของเมืองสีป้อแห่งรัฐฉาน รวมแล้ว อิงแง เชอร์เจน ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง สีป้อ รัฐฉาน ประเทศพม่า ประมาณ 8 ปี
เกร็ดความรู้
1.สมัยก่อนรัฐฉานของพม่ามีเมืองอยู่ 33 เมือง แต่ละเมืองจะมีเจ้าฟ้าปกครองอยู่
2.สนธิสัญญาปางโหลง มีผู้นำในการร่างคือ นายพล อ่องซาน หรือ อู อ่องซาน ผู้เป็น บิดาของนาง อ่องซ่าน ซูจี และได้ถูกลอบสังหารหลังจากการร่างสัญญาปางโหลง
3.สนธิสัญญาปางโหลง เป้นข้อตกลงที่ว่า รัฐ และ ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ จะมาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า เป็นเวลา 10 ปี เมื่อครบ 10 ปีแล้ว แต่ละรัฐจะแยกไปปกครองตนเองได้ แต่ก็ถูกยกเลิกด้วยการยึดอำนาจทางการทหารของนายพล เนวิน และด้วยเหตุผลนี้เอง จึงทำให้ช่วงก่อนพม่ามีเหตุการไม่สงบมีการรบกันของชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ กับรัฐบาลพม่า อยู่เป็นประจำ
สุดยอดนักแม่นปืนแห่งสงครามเวียตนาม Carlos Norman Hathcock II
คาร์ลอส นอร์แมน แฮธค็อกซ์ ที่ 2 (Carlos Norman Hathcock II)
แฮธค็อกซ์ เกิดวันที่ 20 พ.ค.2485 ถึงแก่กรรม 1 เม.ย.2542 เคยเป็นนักยิงปืนล่ารางวัลและได้รับหลากหลายรางวัลก่อนจะอาสาไปเวียดนาม ซึ่งพลทหารคนนี้สามารถ “ล้ม” ข้าศึกได้ 93 คนเท่าที่ยืนยันได้ และ ยังมีเป้าหมายที่ไม่สามารถยืนยันการเสียชีวิตได้อีกนับร้อย
มีเรื่องเล่ากันต่อๆ มาว่า กองทัพเวียดนามเหนือตั้งค่าหัวแฮธค็อกซ์ถึง 30,000 ดอลลาร์ หลังจากสังหารกำลังพลของฝ่ายนั้นไปมากมาย รวมทั้งระดับรองแม่ทัพคนหนึ่ง แฮธค็อกซ์ เป็นสไนเปอร์เพียงคนเดียวในสงครามเวียดนาม ที่ “สอย” นักซุ่มของฝ่ายข้าศึกคนหนึ่งโดยยิงทะลุกล้องติดปืน ซึ่งมีเพียงโอกาสเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ คือ ทั้งสองฝ่ายเล็งปืนเข้าหากันในเวลาเดียวกัน แฮธค็อกซ์ ลั่นไกก่อนและมันพุ่งทะลุเข้าลูกตาอย่างแม่นยำ เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นขณะที่หมวดนาวิกโยธินที่แฮธค็อกซ์สังกัด กำลังลาดตระเวน สไนเปอร์ของเวียดนามเหนือเปิดฉากยิงจากระยะไกลแต่พลาด พลทหารโรแลนด์ เบิร์ค (Roland Burke) พลชี้เป้ามองเห็นแสงสะท้อนจากเลนส์กล้องติดปืน แฮธค็อกซ์เล็งไปที่นั่นทันทีทันใด และสร้างตำนานให้สไนเปอร์รุ่นหลังเล่าขาน
ครั้งหนึ่งเขาได้รับคำสั่งให้ “เก็บ” นายพลเวียดนามเหนือคนสำคัญ แฮธค็อกซ์ปฏิบัติการเวลากลางคืน พรางตัวและคลานเป็นระยะทาง 1,500 หลาเข้าพื้นที่เป้าหมาย ช่วงหนึ่งเขาเกือบถูกงูเห่าฉก และอีกครั้งหนึ่งเกือบจะถูกทหารเดินยามเวียดนามเหนือคนหนึ่งเหยียบ แฮธค็อกซ์ คลานถึงจุดซุ่ม เมื่อเป้าหมายไปถึงเขาก็พร้อมอยู่แล้วและเหนี่ยวไกทันที ท่านนายพลโดนเข้ากลางอกล้มลง ทหารฝ่ายนั้นออกค้นหาสไนเปอร์จ้าละหวั่น พลทหารนักแม่นปืนต้องคลานกลับอีก 1,500 หลา ให้พ้นพื้นที่ข้าศึก
และนี่คือ สุดยอดสไนเปอร์ในช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งทะยานขึ้นอันดับ 2 ในสังเวียนระดับโลกผมเคยอ่านหนังสือที่แต่งเกี่ยวกับเรื่องของเขาด้วย อ่านสนุกตื่นเต้นอย่างกับตัวเองเป็น นักแม่นปืนคนนี้เลยครับ
เจงกิสข่าน
ตอนแรกที่อ่านหนังสือเล่มนี้ผมไม่คิดว่ามันจะมีอะไรตื่นตาตื่นใจมากเท่าไร หลายๆคนก็อาจจะเคยดูหนังสือเจงกีสข่านแล้วก็ได้ แต่พออ่านๆไป ผมกับคิดว่า โหหหหห ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า หลายๆเรื่องที่เราคิดอยู่ในปัจจุบัน เขาคิดกันตั้งแต่พันปีมาแล้วววววว
ใครจะเชื่อว่าเจงกีสข่านนี่แหละ ที่เริ่มคิดเรื่องการค้าเสรี เสรีภาพในการนับถือศาสนา กฏหมายที่ควบคุมทุกคนในโลก รวมไปถึงภาษาที่ใช้ในการติดต่อ เรื่องเหล่านี้นั้นเจงกีสข่านนั้นทำมาแล้ว
นี่ยังไม่รวมถึงศิลปะวิวัฒนาการที่ท่านข่านผู้ยิ่งใหญ่นั้น ทำให้โลกเปลี่ยนโฉมหน้า อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หนังสือเรื่องเจงกีสข่านเล่มนี้เขียนโดยมุมมองของนักมานุษยวิทยาที่ไปหาข้อมูลของเจงกีสข่านไปทั่วมองโกเลียถึงสิบกว่าปีชื่อ Professor Jack Weatherford แห่ง Macalester College
บล็อกอันนี้จะเริ่มตั้งแต่ตอนที่เจงกีสข่านเป็นเด็กจนถึงเริ่มรวบรวมเผ่ามองโกลเข้าด้วยกัน
หลายๆท่านถ้าติดตามหนังจีนกันมาก่อนอาจจะเคยดูเรื่องเจงกีสข่านกันมาแล้ว (แหม บล็อกนี้อาจจะเป็นบล็อกเช็คอายุได้เลยเหมือนกันนะครับเนี่ย) ก็อาจจะพอรู้ว่าเจงกีสข่านเนี่ยชื่อจริงตอนเด็กๆก็คือเตมูจิน
เตมูจินนี่เป็นเด็กที่น่าสงสารนะครับ เพราะแม่ของเตมูจินเองก็เป็นเมียคนที่สามของพ่อ พ่อเองก็ไม่ได้สนใจแม่ของเตมูจินเองแล้วก็ตัวเตมูจินสักเท่าไร ในขณะเดียวกันพ่อของเตมูจินก็ตายไปตั้งแต่ตัวเตมูจินยังแค่ 9 ขวบ
อ่านแค่นี้ก็เห็นถึงความรันทดแล้วใช่ไหมครับ แต่แม่เตมูจินเนี่ยถูกฉุดมานะครับ ไม่ได้เต็มใจมา Dr. Weatherford เล่าว่าพวกมองโกลเนี่ยจะไปแต่งงานก็ต้องเอาสินสอดไปให้ ถ้าไม่มี ผู้ชายก็ต้องไปเป็นแรงงานที่บ้านผู้หญิง แต่ถ้าขี้เกียจสุดๆแล้วก็จนไม่มีเงิน ก็ไปปล้นแย่งภรรยา ลูกสาวคนอื่นมาเป็นภรรยาครับ
เอาละครับพอพ่อเสีย (พ่อเตมูจินตายจากการโดนวางยาโดยเผ่าตรงข้ามครับ) เผ่าของเตมูจินเองก็แอบหนีครอบครัวเตมูจินไปครับ เพราะมองว่าครอบครัวของพ่อเตมูจินนี่คนเยอะกินจุ (ก็มีหลายท้องนี่ครับ เกือบ 10 คน) พอคนในเผ่าหนี เตมูจินกับครอบครัวก็ไม่ค่อยมีอะไรทานเนื่องจากสภาพอันแห้งแล้งของทุ่งหญ้า steppe ก็ต้องกินหนู (แต่ผมว่าอันนี้ดูน่ากลัวไปนิด ผมว่ามันอาจจะเป็นสัตว์พันธุ์เดียวกับหนูมั้งครับ) หรือบางทีหาอะไรกินไม่ได้ก็กินซากสัตว์
พอพ่อเสียไปแล้ว พี่ชายต่างแม่ของเตมูจินก็เป็นใหญ่ ซึ่งใหญ่ขนาดสามารถที่จะแต่งงานกับแม่เตมูจินได้เลยนะครับ แล้วก็ชอบกดขี่เตมูจินด้วย ทำให้เตมูจินไม่พอใจ แล้วก็วางแผนกับน้องแท้ๆของตัวเองเจื๋อนพี่ชายซะ พอเจื๋อนพี่ชายเสร็จ ก็โดนเผ่าอื่นๆไล่ตามแล้วก็โดนจับไปเป็นทาสครับ แต่หลังจากเป็นทาส พี่แกก็หนีมาได้ แล้วหลังจากนั้นเตมูจินก็พยายามก้าวเข้าไปเรื่อยๆที่จะเป็นท่านข่านที่ยิ่งใหญ่
เหตุการณ์ที่สำคัญๆที่ทำให้เตมูจินกลายร่างมาเป็นท่านข่านก็มี
ฆ่าพี่ชายต่างมารดา เพื่อที่จะเป็นใหญ่ในครอบครัว
เมื่อเมียถูกฉุด ก็ไปตามฆ่าเผ่าที่มาฉุดเมียตัวเอง
ฆ่าเผ่าที่ฆ่าพ่อตัวเองตาย
ล้างเผ่ามองโกลอื่นๆเพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นใหญ่
ตามฆ่าพ่อบุญธรรมของตัวเองที่แก่แล้ว เนื่องจากว่า เตมูจินนั้นขอเป็นทองแผ่นเดียวกันโดยการขอลูกสาวพ่อบุญธรรมมาแต่งงานกับลูกชายตัวเอง แต่พ่อบุญธรรมดันจะฆ่าเตมูจินซะนี่
ฆ่าเผ่าไนแมน (Naimann) เพราะว่าพระราชินีของเผ่าไนแมนนั้นดูถูกคนมองโกล
ฆ่าเพื่อนร่วมสาบานที่ชื่อ Jamuka ผู้นำเพื่อนรักคนสุดท้ายของเผ่ามองโกล
เห็นแล้วก็ดูเหี้ยมๆยังไงชอบกลนะครับ แต่สมัยก่อนเมื่อคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ดังนั้นก็ไม่แปลกใช่ไหมครับที่ผู้นำสมัยก่อนต้องพยายามทำให้คนเผ่าอื่นๆกลัว ไม่มีทรัพยากรมาต่อต้านได้
แต่เมื่อเจงกีสข่านนั้นรวมเผ่ามองโกลได้แล้ว เขาทำอะไรบ้าง วิธีที่ Dr. Weatherford นั้นพูดถึงก็คือเรื่องการออกกฏหมายครับ เขาบอกว่ากฏหมายที่สำคัญๆนั้นมีดังนี้ครับ
ห้ามการลักพาตัวผู้หญิง อันนี้ก็อย่างที่บอกไปแล้วครับว่า ถ้าไม่อยากทำงาน ไม่มีเงิน วิธีก็คือการลักพาตัวผู้หญิงมาเป็นภรรยา เมื่อลักพาตัวมาแล้ว ผู้ชายส่วนมากก็หนีครับ แล้วก็เกิดเป็นวัฏจักรหนังจีน ตามล้างตามฆ่าตามเช็ดกันไปเรื่อยๆ
ลักพาตัวคนมาเป็นทาส
ห้ามขโมยสัตว์ครับ ถ้าสัตว์เลี้ยงหายไม่ว่าจะของใครก็ตาม ทุกคนในเผ่าต้องช่วยกันตามหามาคืนเจ้าของ โทษของการขโมยคือการประหารครับ
ห้ามมีชู้ แต่อันนี้เขาบอกว่า ถ้าไม่มีปัญหาระหว่างครอบครัว ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีปัญหาก็ถือว่าผิด
ห้ามฆ่าสัตว์ตอนเดือนมีนากับตุลา เหตุผลก็คือฤดูผสมพันธุ์ แต่ถ้าหน้าหนาวก็มีโควต้า ห้ามล่าเกินกว่าที่พอกินพออยู่
ให้สิทธิคนนับถือต่างศาสนาได้ ไม่ต้องมานับถือศาสนาเดียวกันหมด
อันนี้นี่เขาบอกว่าก่อนที่เตมูจินนั้นจะไปตามฆ่าพ่อบุญธรรมนั้น พ่อบุญธรรมเตมูจินนั้นตามฆ่าเตมูจินก่อนครับ ไล่กระเจิดจากเผ่าที่มีคนกว่า 8พัน เหลือแค่ 19 คนครับ 19คนที่หนีการตามล่าของพ่อบุญธรรมนั้น มาจาก 9 เผ่า มีมองโกลแค่ 3 คน ก็คือตัวเตมูจินเองกับน้องอีก 2 คน แถมทั้ง 19 คนนั้น มีทั้งนับถือผี นับถือพุทธ นับถือคริสตร์และนับถืออิสลาม
เรื่องนี้นั้นทำให้ เตมูจินนั้นค่อนข้างให้เสรีด้านการนับถือศาสนาครับ
ข่านแต่ละคนนั้นต้องมาจากการเลือกตั้งของคนในเผ่า
Dr. Weatherford บอกว่าถ้าดูจากกฏหมายที่ออกมา ก็ดูเหมือนว่าตัวเตมูจินเองนั้นเอาประสบการณ์ตัวเองมาออกกฏหมาย อ่านแล้วก็เหมือนศีลของพระสงฆ์นะครับ ที่พระพุทธองค์จะไม่บัญญัติก่อน ต้องมีเรื่องก่อนแล้วค่อยบัญญัติ
อ่านมาถึงตรงนี้นั้นไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่า ความคิดของเจงกีสข่านเมื่อ พันกว่าปีมาแล้ว นั้นทันสมัยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่คนยุคปัจจุบันนั้นเพิ่งมาตระหนักถึงเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้หรือไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งข่าน ที่ก็เน้นความเป็นประชาธิปไตย
แล้ววิธีการควบคุมประชาชนของเจงกีสข่านก็ใช้วิธีให้ครอบครัวคุมสมาชิกกันเอง ถ้าสมาชิกคนใดคนหนึ่งทำผิดกฏหมาย ครอบครัวนั้นอาจจะโดนทำโทษไปด้วย ก็คงไม่เหมือนสมัยนี้ที่ต่างคนต่างอยู่ พ่อแม่ฝากลูกไว้กับคุณครูหรือโรงเรียน แต่เนื่องจากโรงเรียนก็คนเยอะ นักเรียนเยอะ ครูก็โยนกลับไปที่พ่อแม่ โยนกันไปโยนกันมาเรื่อยๆ
แต่ที่น่าสนใจก็คือในทุ่งหญ้ากว้าง เผ่าพันธุ์มากมายที่รบราฆ่าฟันกันตลอด ทำไมยอมอยู่ภายใต้การปกครองของเจงกีสข่าน
Dr. Weatherford นั้นบอกว่า เพราะเจงกีสข่านนั้นไม่ธรรมดาครับ เขาผสมผสานความรู้จากอดีตกับสิ่งที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมา เช่น
ยกเลิกการตอบแทนโดยระบบสายเลือด แต่เน้นผลงานและความภักดี
เวลาไปปล้นเผ่าต่างๆนั้น ส่วนมากคนมองโกลจะเห็นแก่ของมากกว่า คือพอคนหนีก็หนีไปครับไม่ตาม แต่จะสนเก็บของ แต่เจงกีสข่านนี้ไม่ครับ เน้นจับคนที่หนี ฆ่าคนที่หนี พอเสร็จแล้วค่อยมาตามเก็บของ
แต่ที่น่าตะลึงยิ่งกว่าคือ พอเก็บของได้กลับต้องเป็นของกอง กลาง รอแบ่งโดยผลงานอย่างที่บอกไปแล้วในข้อ 1 ยิ่งไปกว่านั้น เจงกีสข่านนี่แหละครับคนแรกที่ให้สวัสดิการลูกเมียของทหารที่โดนฆ่า เมื่อตัวเองนั้นปันส่วนไปให้ลูกเมียของทหารที่โดนฆ่าด้วย
เมื่อขัดกับประเพณีดั้งเดิมก็มีคนไม่พอใจมาก
วิธีต่อมาก็คือฆ่าหัวหน้าครับ แล้วก็รับลูกน้องของแต่ละเผ่ามาเป็นลูกน้องของตัวเอง วิธีการก็คือให้มีการทำมติกองกลางของลูกน้องว่ายอมรับเจงกีสข่านเป็นหัวหน้า (ดูเป็นประชาธิปไตยไหมครับ)
จัดกำลังทหาร เจงกีสข่านนั้นถือเป็นคนแรกๆครับที่คิดระบบ จัดหมู่ขึ้น คือแต่ละหมู่มี 10 คนเรียกว่า arban, 10 หมู่ เป็นกองร้อยเรียกว่า zagun, 10 กองร้อยเป็นกองพันที่เรียกว่า mingen แล้ว 10 กองพันเป็น 1 กองพลที่เรียกว่า tumen ซึ่งใน tumen นี้ หัวหน้านั้นจะเป็นคนที่ท่านข่านเลือก แต่นอกนั้นให้เลือกกันเอง แล้วไอ้หมู่ที่จัดนี่ก็จะมาจากคนหลายๆเผ่ามารวมกันครับ ไม่ใช่เอาแค่เผ่าเดียว เพราะว่ากลัวคุมไม่อยู่ครับ
การวางแผนการรบ จากแต่ก่อนที่เน้นจำนวนคน มาเป็นเน้นยุทธการเพราะคนมองโกลนั้นน้อยครับ แล้วก็เป็นเจงกีสข่านนี่แหละครับ ที่คิดเรื่อง wave formation หรือการเรียงแถวหน้ากระดาน 2 แถวหรือมากกว่า แล้วคอยสลับกันยิงปืนหรือธนูครับ (ถ้าดูหนังฝรั่งพวกสมัยนโปเลียน หรือสมัยสงครามปฏิวัติอเมริกาหรือสงครามกลางเมืองจะเห็นครับ)
ลักษณะเด่นของเจงกีสข่านนั้นก็คือ
ความทะเยอทะยานและไม่อยากอยู่ใต้อำนาจใคร ก็แหมขนาดพี่ชายต่างมารดายังฆ่ากันได้ แล้วคนอื่นจะเหลือหรอครับ
ความเป็นคนมีศิลปะในการจูงใจ อันนี้เห็นได้จากการที่เจงกีสข่านนั้น หลอกล่อคนที่จับเขามาเป็นทาส พยายามผูกมิตรแล้วก็หนีมาได้
สร้างข่าว วิธีการรบของท่านข่านนั้น ท่านข่านใช้โฆษณาชวนเชื่อด้วย ไม่ว่าจะเป็นการโม้ว่าทัพท่านนั้นเกรียงไกร พระเจ้านั้นช่วยเหลือ รวมไปถึงโม้กับทัพตัวเองว่าชาติอื่นนั้นดูถูกทำให้ทหารของท่านข่านนั้นฮึดมากผิดปกติ
เป็นนักนวัตกรรมครับ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดพิสดารที่คนไม่คิด แหกคอกอย่างการไม่สนใจระบบญาติ เน้นความภักดี แบ่งสมบัติที่หามาได้ให้ลูกเมียทหารที่เสียชีวิต แล้วก็คิดระบบไปรษณีย์ด้วยนะครับ
พูดถึงระบบไปรษณีย์ วิธีของท่านข่านก็ง่ายๆครับ คือตั้งสถานีห่างกัน สถานีละ 20-25 ไมล์ ก็ประมาณ 30-40 กม ครับ แล้วแต่ละสถานีก็มี 25 ครอบครัวดูแลส่งข่าว อ่านแล้วไม่ต่างจากระบบของ FedEx เลยใข่ไหมครับ ที่มีศูนย์กลาง หรือ hub เป็นตัวแยกและกระจาย ส่งพัสดุต่อ
อาจารย์สมพรเคยเขียนบล็อกไว้ที่นี่ครับว่าหากเราเขียนบทความกันวันละ 5-6 บทความ มันจะหมดเรื่องเขียนไหม ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะคิดเหมือนผมไหมครับว่า มีกี่เรื่องที่มันใหม่ ใหม่จริงๆที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
โดยส่วนตัวที่ผมเชื่อว่าความรู้หลายๆอย่างนั้นมันค่อนข้างซ้ำเดิมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการจัดการ ยกต้วอย่างเช่นหลักการของ อสังหารริมทรัพย์ที่เน้นเรื่องที่ตั้งของโครงการ มันก็คงไม่ต่างอะไรไปจากการที่เมืองหลวงของหลายๆประเทศที่ตั้งมา หลายร้อยปี ก็เน้นที่จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เพียงแต่เราไม่เคยคิดที่จะ formalize ความรู้เก่าๆที่มีมา
หรือ Customer relaitionship management ที่ผมมองยังไงก็ไม่ต่างการเอื้อน้ำใจ สร้างความประทับใจให้แขก แบบที่เราเคยได้ยินมา หรือว่าอาจจะเห็นกันอยู่ในชนบทห่างไกล
แล้วพอเรา formalize ความรู้เก่า แล้วก็เพิ่มคำหรูหราไปซะ มันก็กลายเป็นความรู้ใหม่ ฮิตติดลมบน อย่างเช่น Just in Time ที่ข้อคิดก็มาจากร้าน supermarket ที่พอของหายไปจากหิ้งขายของก็มีพนักงานมาเอาของมาเติมเพิ่มแค่นั้นเอง
ที่มา: Weatherford, J. Genghis Khan, Three river press, NY, 2004. ISBN: 0-609-80964-4
อาวุธลับของอาร์คิมิดีส
อาวุธลับของอาร์คิมิดีส
ในปี ๒๑๓ ก่อนคริสตกาล ทหารโรมันเดินทัพเข้าล้อมเมืองไซราคีสในอาณาจักรกรีก พวกเขามั่นใจว่าต้องยึดเมืองนี้ได้ภายใน ๕ วัน ทว่ากองทัพโรมันต้องใช้เวลาเกือบปี นั่นก็เพราะไซราคีสมีนักปราชญ์ที่ชื่ออาร์คิมิดีส (Archimides) อยู่นั่นเอง
แน่นอนว่า เรารู้จักอาร์คิมิดีสจากการที่เขาค้นพบสูตรทางคณิตศาสตร์ แล้วร้องตะโกนว่ายูเรก้า พร้อมกับวิ่งตัวเปล่าออกไปบนท้องถนน แต่ อาร์คิมิอีส มีดีมากกว่านั้น เขาเหมือนกับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ รวมกับ โทมัส อัลลวา เอดิสัน ชายผู้นี้คือ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ และนักประดิษฐ์ผู้ปราดเปรื่องของโลกโบราณโดยแท้ ในฐานะที่ปรึกษาด้านกองทัพของกษัตริย์แห่งไซราคีส
อาร์คิมิดีส ใช้เวลาหลายปีประดิษฐ์ “อุปกรณ์” ลึกลับเพื่อปกป้องเมืองเมื่อทหารโรมันกรีธาทัพเข้ามาชาวไซราเคสก็นำอาวุธของอาร์คิมิดีสออกมาใช้งาน พวกเขาใช้ทั้งเครื่องยิงหินและธนูยิงไปที่เรือของชาวโรมัน และท้ายที่สุดก็ใช้อาวุธเด็ดทำให้เรือของโรมันเกิดการลุกไหม้...อาวุธลับ ของอาร์คิมิดีส คือ กระจกนั่นเองซึ่งเขาใช้กระจกรวมแสงแล้วส่องไปที่เรือจนเกิดการลุกไหม้... นี่คือลำแสงพิฆาตครั้งแรกในโลกโบราณเลยก็ว่าได้
จากนั้นในปี ๑๗๔๗ บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่สงสัยในเรื่องเหล่านี้ จึงทดลองเลียนแบบวิธีของอาร์คิมิดีส แล้วพบว่ากระจกที่สร้างจำลองขึ้นมานั้น สามารถทำให้ท่อนไม้ที่อยู่ห่างออกไปกว่า ๒๐๐ ฟุต ติดไฟได้จริงๆ
วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557
สงครามต่อต้านมองโกลของชนเผ่าไท
ในช่วงพุทธศตรววษที่ 18 กองทัพมองโกลอันเกรียงไกล ได้ยึดแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ได้เกือบหมด ก็ได้ตั้งราชวงของเผ่ามองโกลตัวเองขึ้นในแผ่นดินจีน ชื่อว่า ราชวงค์หยวน ทหารมองโกล เก่งด้านการรบบนหลังม้าและใช้ธนูได้คร่องแคล่ว สามารถขี่ม้าไปด้วยและยิงไปด้วยและไวกว่าชนชาติอื่น ธนูก็เป็นธนูขนาดพอเหมาะมีเทคโนโลยีในการสร้างที่สามารถยิงทะลุชุดเกราะและสังหารศัตรูได้ภายในดอกเดียว
ปัจจัยที่ทำให้อาณาจักรมองโกลต้องการที่จะยึด ดินแดนทางตอนล่าง เพื่อที่จะต้องการของสำคัญหลายๆ เช่น เส้นทางการค้าออกทะเล ซึ่งมีอยู่ที่อาณาจักรพุกาม(พม่าในปัจจุบัน) และเมืองเชียงรุ้ง เป็นเมืองเกิดของพระมารดาของพญามังรายและก็เป็นเครือญาติของท่าน ซึ่งเป็นรัฐในหุบเขาอยู่ตอนในมีป่าของป่าที่สำคัญมากมาย เช่น สัตว์ป่า งาช้าง นอแรด ไม้หอม ครั่ง ชัน เป็นต้น
ก่อนการจะโจมตีทางมองโกลจะส่งทูตมา ว่าจะยอมเป็นเมืองขึ้นและส่งบรรณาการ หรือไม่ถ้าไม่ส่งก็จะทำการโจมตีและเมื่อโจมตี มองโกลจะทำการ เผาทำลายและฆ่าล้างเมืองจนหมดสิ้นไป คุณสมบัติของทหารมองโกล มีความเป็นนักรบสูงเพราะทำสงครามระหว่างเผ่าอยู่เสมอ มีความสามารถในการขี่ม้าสูง เพราะเป็นเผ่าเร่ร่อนและเลี้ยงสัตว์ มีความสามารถในการใช้อาวุธเป็นอย่างดีโดยเฉพาะธนู สามารถกินอยู่หลับนอนบนหลังม้าได้แม้ขณะที่สวมชุดเกราะ
การบุกลงใต้ เริ่มต้นจาก ตีเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ เช่น อาณาจักรน่านเจ้่า น่านเจ้านี้ถ้าแฟนหนังจีนคงจะได้ยินชื่อมาบ้าง ก็คือ อาณาจักรต้่าลี่ นั้นเอง อาณาจักรน่านเจ้ามีอาณาเขตกว้างขวาง ตั้งแต่มณฑลยูนาน ไปจนถึงแคว้นสิบสองปันนา ทิศเหนือจดมณฑลเสฉวน ทิศใต้จดพม่า ญวน ทิศตะวันออกจดไกวเจา กวางสี ตังเกี๊ย ทิศตะวันตกจดพม่า ธิเบต
เมื่อน่านเจ้าแตกก็ตีเมือง เชียงรุ้ง ซึ่งเมืองเชียงรุ้งนี้เป็นเมืองพระมารดาของพญามังรายซึ่งมีญาติพี่น้องอยู่ด้วย แตกยับเยินคนที่หนีทันก็รอดคนที่หนีไม่มันก็ตายเรียบและจุดไฟเผาเมือง ต่อมาก็ตี อาณาจักรพุกาม ก่อนที่จะบุกพุกามนั้น ทางมองโกลได้ส่งทูตมาเจรจาให้ยอมแพ้และเป็นเมืองขึ้น แต่ก็ไม่ยอมด้วยความคิดว่า อาณาจักรพุกามของตนนั้นก็ยิ่งใหญ่เหมือนกันจากตำนานบอกว่าการศึกครั้งนี้ทางพุกามมีช้างศึกถึง 2พัน เชือกและทหารม้าอีกมากมาย(หลักฐานที่มีให้เห็นความยิ่งใหญ่อยู่ก็คือ ทุ่งเจดีย์หมื่นองค์ ลองหาในกูเกิ้ลดู)จึงเปิดสงครามสู้กันทหารอาณาจักรพุกามไม่สามารถต้านทานทหารมองโกลจำนวนมหาศาลได้ แตกถอยร่น เสียเมืองหน้าด่านเกือบหมดสิ้น ทหารมองโกลปล้นสะดม และเผาทิ้งบ้านเรือนเสียสิ้นมิให้เหลือ ใครหนีไม่ทันจะถูกฆ่าอย่างทารุณ ทางราชวงศ์พุกามเมื่อถูกจับได้ก็ถูกประหารจนหมดสิ้น ชาวบ้านบางส่วนก็ยอมจำนนตกเป็นเชลย แต่ยังเหลือเมืองพุกามทางด้านใต้ไว้ ณ ที่นี้ ได้มีกองทัพหนุนมาจาก ล้านนา(ชาวมองโกลเรียกเมืองลานนาว่า ปาไป๋ซีฟู่ หรือแปลว่า เมืองแปดร้อยเมีย คือกษัตริย์มีนางสนม อยู่ แปดร้อยองค์ ) พะเยา สุโขทัย เริ่มช่วยกันเข้ามาต้านไว้ โดยมีกองทัพของ ล้านนาประมาณ 1แสนคน ของสุโขทัยประมาณ 5หมื่นคนพร้อมทั้งกองทัพม้ากองทัพช้าง และทางพะเยาอีกจำนวนหนึ่ง(ผมยังไม่มีข้อมูลนะครับว่าซักเท่าไร)การมาช่วยครั้งนี้ ผลัดกันรุกกันรับนานถึง6เดือนสุดท้ายทางมองโกลก็ไม่บุกต่อ
ทหารที่มานั้นจากบ้านมานานทำให้คิดถึงบ้านเมืองของตนและไม่คุ้นเคยสภาพอากาศที่ร้อน ชื้น ป่าดงดิบ โรคระบาด และสูญเสียทหารไปมากเหมือนกัน ประกอบกับเป็นช่วงหน้าฝน เลยไม่ตีลงมาต่อ ส่วนทางล้านนากับพันธมิตรก็ไม่สามารถที่จะช่วยพุกามตีชิงเมืองคืนและขับไล่ไปได้แน่จึงได้ลาเจ้าเมืองพุกามและถอนกองทัพล้านนากับพันธมิตรกลับเมืองการยกทัพกลับมาครั้งนี้ ทางล้านนาและพันธมิตรสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมากเหลือกลับมาไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เมื่อพญามังรายมาถึงเมืองเชียงใหม่ ก็ได้รับการต้อนรับจากชาวเมือง โดยชาวเมืองทั้งหลายนี้มีทั้ง อารมณ์ที่ดีใจเพราะได้เห้นหน้าคนในครอบครัวของตนและบางส่วนก็เศร้าโศกเสียใจกับการเสียชีวิตในสงครามของเหล่าญาติพี่น้องของตัวเอง ส่วนทางพญามังรายก็มีการตกรางวัลจากการทำศึกให้เป็นขวัญและกำลังใจแก่กองทัพของตน พวกที่รอดชีวิตก็ได้ไปส่วนผู้ที่เสียชีวิตในสงครามก็ตกเป็นของลูกเมียญาติพี่น้อง แทน และด้วยสงครามครั้งใหญ่ครั้งนี้ ทำให้พญามังรายไม่ทำศึึกสงครามอีกเลยจนสิ้นราชกาลของพระองค์ เนื่องด้วยภาพที่โหดร้ายของสงครามคนตายกองทับถมสูงอย่างภูเขาตายเกลี่ยนกราดทั้วทั้งบริเวน ในป่า ในแม่น้ำ นกแร้ง นกกา หนอน สุนัข มากันแทะซากศพ จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในสงครามในที่สุด
หลังจากยุคนี้หลังจากสิ้่นพญามังรายได้ไม่นานทางล้านนา ก็ได้ส่งบรรานาการให้กับทางมองโกล เพื่อเป็นการตัดปัญหาเรื่องการถูกรุกรานจากทางจีน เมื่อไม่ถูกรุกรานจากทางจีนก็ทำให้การเมือง การทหารมีความเข็มแข็งขึ้นเป็นลำดับ และได้เริ่มทำการขยายดินแดนของตนเอง จนเป้น อาณาจักรล้านนาที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา
ข้อคิดจากแอดมิน
ผมอยากจะฝากพี่น้องที่ชอบเรื่องสงครามทั้งหลายว่า เรื่องราวการทำสงครามในประวัติศาสตร์นี้มีมากมาย สร้างความเกลียดชังและบาดหมางให้กับคนหลายชนชาติมานักต่อนัก ส่วนเราคนในยุคปัจจุบัน เราศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อเรียนรู้เพื่อเข้าใจและไม่กระทำความผิดพลาดเหมือนอย่างที่คนในอดีตเคยกระทำมา ส่วนพวกที่เอาประวัติศาสร์มาอ้างเพื่อโจมตีหรือหาเรื่องผู้อื่นหรือเพื่อประโยชของตนเองบุคคลผู้นัั้นเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายมากที่สุดครับ !!!
ปัจจัยที่ทำให้อาณาจักรมองโกลต้องการที่จะยึด ดินแดนทางตอนล่าง เพื่อที่จะต้องการของสำคัญหลายๆ เช่น เส้นทางการค้าออกทะเล ซึ่งมีอยู่ที่อาณาจักรพุกาม(พม่าในปัจจุบัน) และเมืองเชียงรุ้ง เป็นเมืองเกิดของพระมารดาของพญามังรายและก็เป็นเครือญาติของท่าน ซึ่งเป็นรัฐในหุบเขาอยู่ตอนในมีป่าของป่าที่สำคัญมากมาย เช่น สัตว์ป่า งาช้าง นอแรด ไม้หอม ครั่ง ชัน เป็นต้น
ก่อนการจะโจมตีทางมองโกลจะส่งทูตมา ว่าจะยอมเป็นเมืองขึ้นและส่งบรรณาการ หรือไม่ถ้าไม่ส่งก็จะทำการโจมตีและเมื่อโจมตี มองโกลจะทำการ เผาทำลายและฆ่าล้างเมืองจนหมดสิ้นไป คุณสมบัติของทหารมองโกล มีความเป็นนักรบสูงเพราะทำสงครามระหว่างเผ่าอยู่เสมอ มีความสามารถในการขี่ม้าสูง เพราะเป็นเผ่าเร่ร่อนและเลี้ยงสัตว์ มีความสามารถในการใช้อาวุธเป็นอย่างดีโดยเฉพาะธนู สามารถกินอยู่หลับนอนบนหลังม้าได้แม้ขณะที่สวมชุดเกราะ
การบุกลงใต้ เริ่มต้นจาก ตีเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ เช่น อาณาจักรน่านเจ้่า น่านเจ้านี้ถ้าแฟนหนังจีนคงจะได้ยินชื่อมาบ้าง ก็คือ อาณาจักรต้่าลี่ นั้นเอง อาณาจักรน่านเจ้ามีอาณาเขตกว้างขวาง ตั้งแต่มณฑลยูนาน ไปจนถึงแคว้นสิบสองปันนา ทิศเหนือจดมณฑลเสฉวน ทิศใต้จดพม่า ญวน ทิศตะวันออกจดไกวเจา กวางสี ตังเกี๊ย ทิศตะวันตกจดพม่า ธิเบต
เมื่อน่านเจ้าแตกก็ตีเมือง เชียงรุ้ง ซึ่งเมืองเชียงรุ้งนี้เป็นเมืองพระมารดาของพญามังรายซึ่งมีญาติพี่น้องอยู่ด้วย แตกยับเยินคนที่หนีทันก็รอดคนที่หนีไม่มันก็ตายเรียบและจุดไฟเผาเมือง ต่อมาก็ตี อาณาจักรพุกาม ก่อนที่จะบุกพุกามนั้น ทางมองโกลได้ส่งทูตมาเจรจาให้ยอมแพ้และเป็นเมืองขึ้น แต่ก็ไม่ยอมด้วยความคิดว่า อาณาจักรพุกามของตนนั้นก็ยิ่งใหญ่เหมือนกันจากตำนานบอกว่าการศึกครั้งนี้ทางพุกามมีช้างศึกถึง 2พัน เชือกและทหารม้าอีกมากมาย(หลักฐานที่มีให้เห็นความยิ่งใหญ่อยู่ก็คือ ทุ่งเจดีย์หมื่นองค์ ลองหาในกูเกิ้ลดู)จึงเปิดสงครามสู้กันทหารอาณาจักรพุกามไม่สามารถต้านทานทหารมองโกลจำนวนมหาศาลได้ แตกถอยร่น เสียเมืองหน้าด่านเกือบหมดสิ้น ทหารมองโกลปล้นสะดม และเผาทิ้งบ้านเรือนเสียสิ้นมิให้เหลือ ใครหนีไม่ทันจะถูกฆ่าอย่างทารุณ ทางราชวงศ์พุกามเมื่อถูกจับได้ก็ถูกประหารจนหมดสิ้น ชาวบ้านบางส่วนก็ยอมจำนนตกเป็นเชลย แต่ยังเหลือเมืองพุกามทางด้านใต้ไว้ ณ ที่นี้ ได้มีกองทัพหนุนมาจาก ล้านนา(ชาวมองโกลเรียกเมืองลานนาว่า ปาไป๋ซีฟู่ หรือแปลว่า เมืองแปดร้อยเมีย คือกษัตริย์มีนางสนม อยู่ แปดร้อยองค์ ) พะเยา สุโขทัย เริ่มช่วยกันเข้ามาต้านไว้ โดยมีกองทัพของ ล้านนาประมาณ 1แสนคน ของสุโขทัยประมาณ 5หมื่นคนพร้อมทั้งกองทัพม้ากองทัพช้าง และทางพะเยาอีกจำนวนหนึ่ง(ผมยังไม่มีข้อมูลนะครับว่าซักเท่าไร)การมาช่วยครั้งนี้ ผลัดกันรุกกันรับนานถึง6เดือนสุดท้ายทางมองโกลก็ไม่บุกต่อ
ทหารที่มานั้นจากบ้านมานานทำให้คิดถึงบ้านเมืองของตนและไม่คุ้นเคยสภาพอากาศที่ร้อน ชื้น ป่าดงดิบ โรคระบาด และสูญเสียทหารไปมากเหมือนกัน ประกอบกับเป็นช่วงหน้าฝน เลยไม่ตีลงมาต่อ ส่วนทางล้านนากับพันธมิตรก็ไม่สามารถที่จะช่วยพุกามตีชิงเมืองคืนและขับไล่ไปได้แน่จึงได้ลาเจ้าเมืองพุกามและถอนกองทัพล้านนากับพันธมิตรกลับเมืองการยกทัพกลับมาครั้งนี้ ทางล้านนาและพันธมิตรสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมากเหลือกลับมาไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เมื่อพญามังรายมาถึงเมืองเชียงใหม่ ก็ได้รับการต้อนรับจากชาวเมือง โดยชาวเมืองทั้งหลายนี้มีทั้ง อารมณ์ที่ดีใจเพราะได้เห้นหน้าคนในครอบครัวของตนและบางส่วนก็เศร้าโศกเสียใจกับการเสียชีวิตในสงครามของเหล่าญาติพี่น้องของตัวเอง ส่วนทางพญามังรายก็มีการตกรางวัลจากการทำศึกให้เป็นขวัญและกำลังใจแก่กองทัพของตน พวกที่รอดชีวิตก็ได้ไปส่วนผู้ที่เสียชีวิตในสงครามก็ตกเป็นของลูกเมียญาติพี่น้อง แทน และด้วยสงครามครั้งใหญ่ครั้งนี้ ทำให้พญามังรายไม่ทำศึึกสงครามอีกเลยจนสิ้นราชกาลของพระองค์ เนื่องด้วยภาพที่โหดร้ายของสงครามคนตายกองทับถมสูงอย่างภูเขาตายเกลี่ยนกราดทั้วทั้งบริเวน ในป่า ในแม่น้ำ นกแร้ง นกกา หนอน สุนัข มากันแทะซากศพ จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในสงครามในที่สุด
หลังจากยุคนี้หลังจากสิ้่นพญามังรายได้ไม่นานทางล้านนา ก็ได้ส่งบรรานาการให้กับทางมองโกล เพื่อเป็นการตัดปัญหาเรื่องการถูกรุกรานจากทางจีน เมื่อไม่ถูกรุกรานจากทางจีนก็ทำให้การเมือง การทหารมีความเข็มแข็งขึ้นเป็นลำดับ และได้เริ่มทำการขยายดินแดนของตนเอง จนเป้น อาณาจักรล้านนาที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา
ข้อคิดจากแอดมิน
ผมอยากจะฝากพี่น้องที่ชอบเรื่องสงครามทั้งหลายว่า เรื่องราวการทำสงครามในประวัติศาสตร์นี้มีมากมาย สร้างความเกลียดชังและบาดหมางให้กับคนหลายชนชาติมานักต่อนัก ส่วนเราคนในยุคปัจจุบัน เราศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อเรียนรู้เพื่อเข้าใจและไม่กระทำความผิดพลาดเหมือนอย่างที่คนในอดีตเคยกระทำมา ส่วนพวกที่เอาประวัติศาสร์มาอ้างเพื่อโจมตีหรือหาเรื่องผู้อื่นหรือเพื่อประโยชของตนเองบุคคลผู้นัั้นเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายมากที่สุดครับ !!!
สงครามระหว่าง ชนเผ่าไทยและมองโกล
รู้หรือไม่ว่า ชนเผ่าไท ของเรานั้นเคยทำสงครามต่อต้านมองโกล ของกุบไลข่านผู้ที่มีแผ่นดินกว้างใหญ่ตั้งแต่เอเชียจรดยุโรปตะวันออกมาก่อนมาก่อน
แต่ก่อนจะเล่าเรื่องสงครามกับมองโกลนั้นจะเล่าถึงความเป็นมาของ อาณาจักร ชนเผ่าไท ก่อนที่จะทำสัญญาต่อต้านมองโกล นะครับ แต่เริ่มเดิมทีนั้น เมืองนครรัฐของชนเผ่าไทย ที่ปัจจุบัน ก็คือภาคเหนือของประเทศไทยนั้น มีอยู่ 3 นครรัฐ เรื่องที่นำมาเล่าผมก็ฟังจากอาจาร์ยที่สอนแล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติมมาอีกนิดหน่อย ส่วนเรื่องบันทึกวิชาการนั้น ผมลืมไปหมดละว่าชื่ออะไรบ้าง 555 แต่เท่าที่จำได้ก็คง จะเป็น ชิินกาลมาลีปกรณ์ ละ 3 นครรัฐนี้ ภายหลังได้กลายเป็น อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ 2 อาณาจักร และ ถูกกลืนกินภายหลังไป หนึ่งอาณาจักรทั้งหมดนี้มีชื่อว่า
1.อาณาจักรล้านนา
2.อาณาจักรสุโขทัย
3.อาณาจักรพะเยา
แต่เริ่มเดิมทีนั้น เมืองล้านนาของพญามังรายนั้นไม่ได้เป็นพันธมิตรกับทางพะเยาของพญางำเมืองและสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหง
ความสัมพันธ์ระหว่าง พะเยากับสุโขทัย เมื่อสมัยก่อนนั้น กษัตริย์ เมืองต่างๆมักจะนิยม ส่งโอรสของตนเองไปเรียนหนังสือ ที่เมืองใหญ่ ที่เจริญกว่าของพวกตนเพื่อไปศึกษาวิทยาการต่างๆ โดยได้ส่งไปที่ อาณาจักรทวารวดี และ พญางำเมือง และ พ่อขุนรามคำแหงก็ได้ไปเรียนที่สำนักเรียนเดียวกันทำให้ได้รู้จักและสนิทสนมรักใครกัน เมื่อได้ศึกษา วิชาต่างๆจนแล้วเสร็จ เช่น การปกครอง การสงคราม การศาสนา จนแล้วเสร็จ ก็ได้กลับไปยังเมืองของตน แต่ทั้งคู่ก็มักจะติดต่อและไปเยี่ยมเยียนหากันตลอด และเมื่อทั้งคู่ได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์ก็ยังไปหากันอย่างสม่ำเสมอ
ตัดไปฝั่งล้านนาของพญามังรายกับความสัมพันธ์ของพะเยาของพญางำเมือง พญามังรายเมื่อได้สร้างเมืองฝางแล้วมีความมั่นคงพอสมควรทหารและความเข้มแข็งของกองทัพมีมาก ก็เริ่มอยากจะขยายอาญาจักรเพิ่ม และเมืองที่ต้องตาต้องใจก็คือเมืองพะเยาของพญางำเมือง ก็ ได้ยกกองทัพไปเพื่อจะบุกโจมตียึดมาเป็นของตนเอง และการยกไปครั้งนั้นไม่ได้มีการสืบข่้าวและส่งใส่ศึกข่าวกรองเข้าไป ล่วงหน้า อยากยกไปก็ไปเลย แต่เมื่อไปถึงเมืองพะเยาแล้ว เห็นความเจริญของพะเยา และเมืองพะเยาก็เป็นพันธมิตรต่อสุโขทัย และสุโขทัยก็ยกทัพมาช่วยแน่(เมืองของพญามังรายในขณะนั้นเป็นเมืองในหุบเขาและไม่มีศิลปะวิทยาการและความเจริญเทียบเท่ากับทางพะเยาและสุโขทัย)
เมื่อยกไปถึงแล้ว ก็ไม่กล้าที่จะบุกไปโจมตี เพราะถ้าไปบุกก็คงเสียกำลังพลเปล่าๆและถูกพะเยาตีตลบหลังทำให้พ่ายแพ้เป็นแน่แท้เพราะทางพะเยาก็พร้อมที่จะสู้และยกทัพออกมาดูเชิงกันแล้ว แต่ครั้นจะยกทัพกลับก็กลัวจะเสียหน้า เลยได้ออกอุบายให้เหล่าเสนาทั้งหลายจัดของเพื่อไปเป็นบรรณาการแก่ญางำเมือง เช่น ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ผ้าไหม ของป่า เป็นต้น และได้พูดคุยกันว่า ที่มานี้ไม่ได้ต้องการที่จะมาโจมตีหรือยึดเมือง แต่ต้องการที่จะมาเจริญสัมพันธไมตรีด้วย แต่ที่ยกพลมามากเพราะเกรงกลัวอันตรายระหว่างทางไม่ว่าจะเป็นพวกโจรป่า หรือสัตว์ป่าดุร้าย (เอากับเขาสิ เอ้า) และทั้ง 2 อาณาจักรก็เป็นพันธมิตรต่อกันแต่ทางล้านนากับสุโขทัยยังไม่ได้เป็นพันธมิตรต่อกัน
ตัดไปที่ความสัมพันธ์ของพะเยากับสุโขทัยต่อ
เมื่อพ่อขุนรามคำแหงไปเที่ยวหาพญางำเมืองบ่อยเข้าก็เกิดเรื่องงานเข้าจนได้ กล่าวคือ การต้อนรับที่ถือว่าให้เกียรติที่สุดของเจ้าบ้านต่อผู้มาเยือนคือ การให้ภรรยาตนปฎิบัติแก่ผู้มาเยือน เช่นการล้างเท้าให้่ก่อนเข้าบ้าน การทำอาหารให้กิน เมื่อมาบ่อยเข้าก็คงอาจจะทำให้ใจฟุ้งซ่านได้บ้างเป็นธรรมดา(คนเหนือก็อย่างที่รู้ๆกันขาวโอโม่ใครรึจะทนไหว 555)แต่ตำนานพื้นเมืองเล่าว่า พยางำเมืองได้ตำหนิมเหสีว่า ทำกับข้าวไม่อร่อยและล้มโต๊ะและตำหนิต่อหน้าพ่อขุนรามคำแหงด้วยความอับอาย และ ด้วยความเป็นขัติยะทิฐิ ก็เลยเอาคือ เอาคืนด้วยการ แอบ ไปเล่นชู้กับ พ่อขุนรามคำแหงเพื่อให้เกิดความอับอายแก่พญางำเมือง(ที่เหลือคิดเอาเองเน้อ 55) แล้วเรื่องนี้ก็เข้าถึงหูพญางำเมืองจนได้และได้จับกุมพ่อขุนรามคำแหง จนเกิดเรื่องบาดหมางใจขึ้นมาระหว่าง พญางำเมืองกับพ่อขุนรามคำแหง ครั้นจะให้พ่อขุนรามคำแหง กราบขอโทษมันก็ไม่เหมาะสม ครั้นจะปล่อยให้เรื่องเลยตามเลย หญางำเมืองก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนถ้าทำไม่ดีทั้งสองอาณาจักรนี้ต้องรบกันแน่ จึงหาทางออกด้วยการไปเชิญพญามังรายบุคลมาตัดสินปัญหาเพราะต้องให้บุคลลที่มีฐานะเท่าเทียมกันเป็นอย่างน้อยถึงจะเหมาะสมและชอบธรรม
ตัดมาทางพญามังราย
เมื่ออยู่ๆ มาให้ตัดสินปัญหาแบบนี้ก็งานเข้า จะฟันธงว่าทางไหนผิดก็ไม่ได้ มีแต่เสียกับเสียแต่ได้มาตัดสินก็เลยต้องจำใจมา แต่การมาตัดสินครั้งนี้หญามังราย ค่อยๆเดินทางมา กินเวลาไปหลายวัน เพราะไม่รู้จะตัดสินยังไงเลยค่อยๆใช้ความคิดไปด้วย จากตำนานบอกว่า ใช้เวลาเดินทางจากฝางไปพะเยาใช้เวลาถึง 2 เดือน เมื่อถึงเมืองพะเยา ก็ได้ตัดสินว่า พ่อขุนรามเป็นฝ่ายผิด ที่ไปล่วงมเหสีของพญางำเมืองและให้ข้อคิดว่า เมียก็เหมือนดังสิ่งของ หาใหม่ก็ได้แต่ความเป็นเพื่อนมันยังอีกยาวและยังต้องพึ่งพากันอีก เลยให้พ่อขุนรามจัดของมาขอขมาพญางำเมือง เช่้น ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ของมีค่าต่างๆ ครั้นจะให้เข้าไปถึงในเมืองเลยก็จะเป็นการเสื่อมเสียเพราะเหมือนกับการไปถวายบรรณาการเป็นเมืองขึ้น เลยให้ พญางำเมือง ออกมารับของขอขมา ที่นอกเมือง ต่างคนต่างเข้าใจ และ พญามังรายก็ได้ความดีัความชอบไปเต็มๆ จากการเป็นผู้ตัดสินความที่มีทางออกดีเยี่ยม แล้วเหตุการนี้ก็ทำให้กษัตริย์ทั้ง 3 ได้รู้จักกันและได้สาบานเป็นเพื่อนรักกันที่ ริมฝั่งแม่น้ำ ตามตำนานแม่น้ำนี้ก็มีชื่อว่า แม่น้ำอิง เพราะว่ากษัตริย์ทั้งสามได้หันหลังอิงกัน
เกริ่นนำถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กษัตริย์เผ่าไท ทั้ง 3 แล้ว พรุ่งนี้ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจะมาเล่า เรื่องสงครามต่อต้านการรุกรานของ กองทัำพทองโกลอันเกรียงไกลของ กุ๊บไลข่าน
ไปนอนก่อนละครับ โม้ซะยืดยาว พิมพ์ผิดบ้างถูกบ้างรึว่าตกหล่นอย่างไรขอ สมมาอภัยไว้ด้วยนะครับ
1.อาณาจักรล้านนา
2.อาณาจักรสุโขทัย
3.อาณาจักรพะเยา
แต่เริ่มเดิมทีนั้น เมืองล้านนาของพญามังรายนั้นไม่ได้เป็นพันธมิตรกับทางพะเยาของพญางำเมืองและสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหง
ความสัมพันธ์ระหว่าง พะเยากับสุโขทัย เมื่อสมัยก่อนนั้น กษัตริย์ เมืองต่างๆมักจะนิยม ส่งโอรสของตนเองไปเรียนหนังสือ ที่เมืองใหญ่ ที่เจริญกว่าของพวกตนเพื่อไปศึกษาวิทยาการต่างๆ โดยได้ส่งไปที่ อาณาจักรทวารวดี และ พญางำเมือง และ พ่อขุนรามคำแหงก็ได้ไปเรียนที่สำนักเรียนเดียวกันทำให้ได้รู้จักและสนิทสนมรักใครกัน เมื่อได้ศึกษา วิชาต่างๆจนแล้วเสร็จ เช่น การปกครอง การสงคราม การศาสนา จนแล้วเสร็จ ก็ได้กลับไปยังเมืองของตน แต่ทั้งคู่ก็มักจะติดต่อและไปเยี่ยมเยียนหากันตลอด และเมื่อทั้งคู่ได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์ก็ยังไปหากันอย่างสม่ำเสมอ
ตัดไปฝั่งล้านนาของพญามังรายกับความสัมพันธ์ของพะเยาของพญางำเมือง พญามังรายเมื่อได้สร้างเมืองฝางแล้วมีความมั่นคงพอสมควรทหารและความเข้มแข็งของกองทัพมีมาก ก็เริ่มอยากจะขยายอาญาจักรเพิ่ม และเมืองที่ต้องตาต้องใจก็คือเมืองพะเยาของพญางำเมือง ก็ ได้ยกกองทัพไปเพื่อจะบุกโจมตียึดมาเป็นของตนเอง และการยกไปครั้งนั้นไม่ได้มีการสืบข่้าวและส่งใส่ศึกข่าวกรองเข้าไป ล่วงหน้า อยากยกไปก็ไปเลย แต่เมื่อไปถึงเมืองพะเยาแล้ว เห็นความเจริญของพะเยา และเมืองพะเยาก็เป็นพันธมิตรต่อสุโขทัย และสุโขทัยก็ยกทัพมาช่วยแน่(เมืองของพญามังรายในขณะนั้นเป็นเมืองในหุบเขาและไม่มีศิลปะวิทยาการและความเจริญเทียบเท่ากับทางพะเยาและสุโขทัย)
เมื่อยกไปถึงแล้ว ก็ไม่กล้าที่จะบุกไปโจมตี เพราะถ้าไปบุกก็คงเสียกำลังพลเปล่าๆและถูกพะเยาตีตลบหลังทำให้พ่ายแพ้เป็นแน่แท้เพราะทางพะเยาก็พร้อมที่จะสู้และยกทัพออกมาดูเชิงกันแล้ว แต่ครั้นจะยกทัพกลับก็กลัวจะเสียหน้า เลยได้ออกอุบายให้เหล่าเสนาทั้งหลายจัดของเพื่อไปเป็นบรรณาการแก่ญางำเมือง เช่น ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ผ้าไหม ของป่า เป็นต้น และได้พูดคุยกันว่า ที่มานี้ไม่ได้ต้องการที่จะมาโจมตีหรือยึดเมือง แต่ต้องการที่จะมาเจริญสัมพันธไมตรีด้วย แต่ที่ยกพลมามากเพราะเกรงกลัวอันตรายระหว่างทางไม่ว่าจะเป็นพวกโจรป่า หรือสัตว์ป่าดุร้าย (เอากับเขาสิ เอ้า) และทั้ง 2 อาณาจักรก็เป็นพันธมิตรต่อกันแต่ทางล้านนากับสุโขทัยยังไม่ได้เป็นพันธมิตรต่อกัน
ตัดไปที่ความสัมพันธ์ของพะเยากับสุโขทัยต่อ
เมื่อพ่อขุนรามคำแหงไปเที่ยวหาพญางำเมืองบ่อยเข้าก็เกิดเรื่องงานเข้าจนได้ กล่าวคือ การต้อนรับที่ถือว่าให้เกียรติที่สุดของเจ้าบ้านต่อผู้มาเยือนคือ การให้ภรรยาตนปฎิบัติแก่ผู้มาเยือน เช่นการล้างเท้าให้่ก่อนเข้าบ้าน การทำอาหารให้กิน เมื่อมาบ่อยเข้าก็คงอาจจะทำให้ใจฟุ้งซ่านได้บ้างเป็นธรรมดา(คนเหนือก็อย่างที่รู้ๆกันขาวโอโม่ใครรึจะทนไหว 555)แต่ตำนานพื้นเมืองเล่าว่า พยางำเมืองได้ตำหนิมเหสีว่า ทำกับข้าวไม่อร่อยและล้มโต๊ะและตำหนิต่อหน้าพ่อขุนรามคำแหงด้วยความอับอาย และ ด้วยความเป็นขัติยะทิฐิ ก็เลยเอาคือ เอาคืนด้วยการ แอบ ไปเล่นชู้กับ พ่อขุนรามคำแหงเพื่อให้เกิดความอับอายแก่พญางำเมือง(ที่เหลือคิดเอาเองเน้อ 55) แล้วเรื่องนี้ก็เข้าถึงหูพญางำเมืองจนได้และได้จับกุมพ่อขุนรามคำแหง จนเกิดเรื่องบาดหมางใจขึ้นมาระหว่าง พญางำเมืองกับพ่อขุนรามคำแหง ครั้นจะให้พ่อขุนรามคำแหง กราบขอโทษมันก็ไม่เหมาะสม ครั้นจะปล่อยให้เรื่องเลยตามเลย หญางำเมืองก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนถ้าทำไม่ดีทั้งสองอาณาจักรนี้ต้องรบกันแน่ จึงหาทางออกด้วยการไปเชิญพญามังรายบุคลมาตัดสินปัญหาเพราะต้องให้บุคลลที่มีฐานะเท่าเทียมกันเป็นอย่างน้อยถึงจะเหมาะสมและชอบธรรม
ตัดมาทางพญามังราย
เมื่ออยู่ๆ มาให้ตัดสินปัญหาแบบนี้ก็งานเข้า จะฟันธงว่าทางไหนผิดก็ไม่ได้ มีแต่เสียกับเสียแต่ได้มาตัดสินก็เลยต้องจำใจมา แต่การมาตัดสินครั้งนี้หญามังราย ค่อยๆเดินทางมา กินเวลาไปหลายวัน เพราะไม่รู้จะตัดสินยังไงเลยค่อยๆใช้ความคิดไปด้วย จากตำนานบอกว่า ใช้เวลาเดินทางจากฝางไปพะเยาใช้เวลาถึง 2 เดือน เมื่อถึงเมืองพะเยา ก็ได้ตัดสินว่า พ่อขุนรามเป็นฝ่ายผิด ที่ไปล่วงมเหสีของพญางำเมืองและให้ข้อคิดว่า เมียก็เหมือนดังสิ่งของ หาใหม่ก็ได้แต่ความเป็นเพื่อนมันยังอีกยาวและยังต้องพึ่งพากันอีก เลยให้พ่อขุนรามจัดของมาขอขมาพญางำเมือง เช่้น ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ของมีค่าต่างๆ ครั้นจะให้เข้าไปถึงในเมืองเลยก็จะเป็นการเสื่อมเสียเพราะเหมือนกับการไปถวายบรรณาการเป็นเมืองขึ้น เลยให้ พญางำเมือง ออกมารับของขอขมา ที่นอกเมือง ต่างคนต่างเข้าใจ และ พญามังรายก็ได้ความดีัความชอบไปเต็มๆ จากการเป็นผู้ตัดสินความที่มีทางออกดีเยี่ยม แล้วเหตุการนี้ก็ทำให้กษัตริย์ทั้ง 3 ได้รู้จักกันและได้สาบานเป็นเพื่อนรักกันที่ ริมฝั่งแม่น้ำ ตามตำนานแม่น้ำนี้ก็มีชื่อว่า แม่น้ำอิง เพราะว่ากษัตริย์ทั้งสามได้หันหลังอิงกัน
เกริ่นนำถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กษัตริย์เผ่าไท ทั้ง 3 แล้ว พรุ่งนี้ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจะมาเล่า เรื่องสงครามต่อต้านการรุกรานของ กองทัำพทองโกลอันเกรียงไกลของ กุ๊บไลข่าน
ไปนอนก่อนละครับ โม้ซะยืดยาว พิมพ์ผิดบ้างถูกบ้างรึว่าตกหล่นอย่างไรขอ สมมาอภัยไว้ด้วยนะครับ
ศึกพญามังรายก่อนจะเป้นล้านนากับพญายีบาของหริภุญชัย
กลศึกตั้งแต่โบราณ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ การศึกนั้นบกบอกถึงการแพ้ชนะก็คือ 1.เรื่องข่าวกรอง 2.เรื่องใส้ศึก อย่างส่งครามระหว่าง แค้วนนครรัฐ อย่าง นครรัฐหริภุญชัย กับ นครรัฐอย่าง เมืองฝาง เมืองฝางนี้เป็นเมืองที่ พญามังราย ได้สร้างก่อนที่จะสร้างเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงใหม่ก็กลายเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา
เนื่องด้วยเมืองหริภุญชัย นั้น เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่เจริญไปด้วย อารายะธรรม เศรฐกิจ การเมือง การปกครอง การศาสนา ที่ดีเยียม รัฐหนึ่ง โดยเฉพาะระบบเศรฐกิจ เป็นเมืองที่ตั้งตนเป็นศูนย์กลางทางการค้าระหว่าง รัฐในหุบเขากับรัฐที่มีทางออกทะเล และก็เก็บส่วยเป็นรายได้ ซึ่งระบบทั้งหมดนั้นได้รับอิทธิพลการจัดการมาจาก อาณาจักรทวารวดี
ส่วนทาง เมืองฝาง ซึ่งมีพญามังรายนั้น เป็นเมืองรัฐที่หางไกล ไม่มีระบบการเมืองการปกครองและศาสนาที่ดีเทียบเท่ากับทางหริภุญชัย และเมื่ออยากได้ความเจริญมาเป็นของตนเองนั้น วิธีีการที่ง่ายที่สุดก็คือ การยึดมาเป็นของตนเองซะ โดยแรกเริ่มนั้น ด้านพระยามังรายได้สอบถามและหาข้อมูลข่าวกรองจากพวกพ่อค้าที่ค้าขายสินค้า ระหว่างรัฐ แล้วได้ความว่า "เมื่อนั้น ชาวพ่อค้าเมืองหริภุญไชย (ลำพูน) ไปค้าขายเถิงเมืองฝางหลายนัก" เจ้ามังรายจึงหาพ่อค้ามาถามดูว่า เมืองหริภุญไชยที่สูอยู่สมริทธีเป็นประการใด พ่อค้าทั้งหลายไหว้ว่า สมริทธีด้วยข้าวของมากนัก พ่อค้าทางบกทางน้ำเทียวมาค้า เมืองโยธิยาก็มา ชาวเมืองก็สมริทธี(หมายความว่า มั่งคั่งร่ำรวย มั่นคง)ดีมาก พญาถามซ้ำว่า "พญาเจ้าเมืองสูยังสมริทธีด้วยรี้พลช้างม้าข้าคนสรีสมบัติบ้านเมืองหรือ" พ่อค้าทั้งหลายไหว้ว่า พญาเจ้า ในเมืองตูข้าโพ้นสมริทธีด้วยช้างม้าข้าคนมากนัก ทรัพย์สมบัติมากหลาย "
อันนี้คือข่าวกรองเบื้องต้น เมื่อได้ขอมูลแล้วก็ได้ปรึกษาเสนา ทั้งหลาย โดนเฉพาะ เสนาที่ชื่อ อ้ายฟ้า และ อ้ายห้าคนนี้ได้ออกความเห็นว่า การที่จะตีเมืองหริภุญชัยนั้นยากนักแต่ก็มีวิธีอยู่ คือ ส่งตนเข้าไปเป็นไส้ศึก และออกอุบายว่า อ้ายฟ้านั้น ทำผิดร้ายแรง ถึงขั้น ถูกเฆี่ยนตีริบบ้านเรือนลูกเมียแล้วเนรเทศออกจากเมือง และ อ้ายฟ้านั้นก็ หนีไปอยู่เมืองหริภุญชัยซึ่งในขณะนั้นมีกษัตริย์ปกครองชื่อว่า "พญายีบา" ด้วยความเฉลียวฉลาดของ อ้ายฟ้าก็ไปเข้าตาของพญายีบา จึงให้เข้ารับราชการในอาณาจักรแล้วก็ขยับตำแหน่งสูงขึ้นเป็นถึงเสนาใหญ่
เมื่อได้เป็นใหญ่และได้รับความไว้วางใจระดับสูงหนึ่งก็เริ่ม ทำแผนใส้ศึกด้วยการ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งและสร้างความแตกแยกให้กำเหล่าเสนาของพญายีบา แล้วปรนเปรอความสุขให้พญายีบาด้วย สิ่งเริงรมญ์ต่าง ๆ จนพญายีบาไม่ได้ออกมาว่าราชการและให้ อ้ายฟ้าเป็นผู้ดูแล เมื่อมีงานต่าง ๆ อ้ายฟ้าก็จัดการ เช่นการสร้าง กำแพงเมือง การขุดแม่น้ำ ลำคลองทางส่งน้ำ ไปตัดไม้ มีงานหนักและ เกณฑ์ชาวบ้านไปทำตลอดทั้งปี โดยไม่มีเวลาว่างเว้นไปทำไร่ทำนาหากิน โดยอ้างพญายีบาเป็นคนสั่งตลอด โดยเฉพาะการตัดไม้ เวลาตัดไม้แล้วใช้ช้างลาก โดยปกติต้องลากเป็นแนวตรงแต่ก็ได้ลากเป็นแนวขวางและตัดผ่านทุ่งนาทำกินของชาวบ้านสร้างความเดือดร้อน และเกลียดชังของชาวบ้านที่มีต่อพญายีบา และได้ปล่อยข่าวถึงความไม่ดีของพญายีบา และเริ่มปล่อยข่าวถึง พญามังรายว่า เป็น คนดี สร้างภาพในแง่บวก ให้ดับชาวบ้าน
เมื่อเหตุการถึงขีดสุด อ้ายฟ้าก็ส่งคนไปแจ้งข่าวให้กับพญามังราย ยกพลเข้ามาบุกปล้นชิงเมืองหริภุญชัย และอ้ายฟ้าจะเปิดประตูเมืองรับ และเมื่องพญามังรายยกทัพมาถึง ก็เกิดการสู้รบกัน แต่ทางฝ่ายหริภุญชัย นั้นได้เสียรู้ไปแล้ว เช่นเรื่องความแตกแยกของเหล่าเสนา ทำให้ไม่มีคนออกไปปกป้องบ้านเมืองและชาวบ้านก็เกลียดพญายีบาเพราะสร้างความเดือดร้อนให้และยินดีที่จะอยู่ใต้การปกครองของพญามังรายแทน และในเวลาอีกไม่นาน นครรัฐ หริภุญชัยทั้งหมดก็ตกเป็นของพญามังรายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาในที่สุด
พิมพ์ผิดๆถูกๆบ้างอย่าได้ว่ากันเลยนะครับกับสงครามโบราณ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


.jpeg)



